บริษัทญี่ปุ่นกระทบหนัก! โวยต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 3 เท่าหลังไทย-กัมพูชาปิดพรมแดนทางบก

8 ต.ค. 2568 - 16:25

  • สื่อญี่ปุ่นรายงาน บริษัทญี่ปุ่นกำลังร้องเรียน เนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์ของพวกเขาพุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 เท่าจากการปิดพรมแดนทางบกระหว่างกัมพูชาและไทย

  • บริษัทยาซากิ คอร์ปอเรชั่น เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ จากญี่ปุ่นที่เริ่มต้นสำรวจเส้นทาง ‘Thailand-Plus-One’ แต่เมื่อการขนส่งทางบกถูกตัดขาดเนื่องจากการปิดพรมแดนเมื่อปลายเดือนมิถุนายน บริษัทจึงเปลี่ยนมาขนส่งทางอากาศและทางทะเลแทน

  • ปกติแล้ว การขนส่งสินค้าทางบกระหว่างบริษัทในกัมพูชาและไทยใช้เวลา 2 วันโดยการขนส่งด้วยรถบรรทุก แต่ปัจจุบันใช้เวลา 10 วันโดยทางทะเล

บริษัทญี่ปุ่นกระทบหนัก! โวยต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 3 เท่าหลังไทย-กัมพูชาปิดพรมแดนทางบก

สื่อญี่ปุ่นรายงาน บริษัทญี่ปุ่นกำลังร้องเรียน เนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์ของพวกเขาพุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 เท่าจากการปิดพรมแดนทางบกระหว่างกัมพูชาและไทย  

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้ขยายกิจการเข้ามาในประเทศไทย หลังจากที่ค่าแรงในญี่ปุ่นเริ่มพุ่งสูงขึ้น จากนั้นประเทศไทยก็ได้รับชื่อเสียงในฐานะจุดหมายปลายทางหลักสำหรับการลงทุนจากบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย 

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น ต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นและการบริโภคที่ซบเซาเนื่องจากอัตราการเกิดที่ลดลงและประชากรสูงอายุ “เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ บริษัทต่างๆ ได้ย้ายฐานการผลิตบางส่วนจากประเทศไทยไปยังกัมพูชา หรือใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการเข้าสู่ตลาดกัมพูชา แนวทางนี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Thailand-Plus-One’” สำนักข่าว Nikkei รายงาน 

บริษัทยาซากิ คอร์ปอเรชั่น เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ จากญี่ปุ่นที่เริ่มต้นสำรวจเส้นทาง ‘Thailand-Plus-One’ และเป็นเวลากว่า 60 ปีแล้วที่บริษัทยาซากิ คอร์ปอเรชั่น ได้ก่อตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศแห่งแรกในประเทศไทย บริษัทซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลักคือ ชุดสายไฟ (สายไฟประกอบ) จำเป็นต้องใช้แรงงานจำนวนมาก โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทได้วางระบบการผลิตที่ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา 

“ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ช่วยให้บริษัทรักษาความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการย้ายงานประกอบที่ใช้แรงงานมากไปยังกัมพูชา ซึ่งมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า” 

Nikkei รายงาน 

สำหรับภาคชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตในภาคตะวันออกของไทยจะถูกขนส่งไปยังกัมพูชา จากนั้นจะประกอบเป็นผลิตภัณฑ์ แล้วส่งกลับมายังประเทศไทยเพื่อส่งมอบให้กับผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น และในปัจจุบัน กระบวนการผลิตนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดน  

เมื่อการขนส่งทางบกถูกตัดขาดเนื่องจากการปิดพรมแดนเมื่อปลายเดือนมิถุนายน บริษัทได้ใช้การขนส่งทางอากาศเป็นมาตรการฉุกเฉิน แต่ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา บริษัทได้ใช้การขนส่งทางทะเลผ่านท่าเรือสีหนุวิลล์ ทางตอนใต้ของกัมพูชา ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานประมาณ 250 กิโลเมตร  

ปกติแล้ว การขนส่งสินค้าทางบกระหว่างบริษัทในกัมพูชาและไทยใช้เวลา 2 วันโดยการขนส่งด้วยรถบรรทุก แต่ปัจจุบันใช้เวลา 10 วันโดยทางทะเล 

“แม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ห่างจากโรงงานของเราที่เกาะกงไม่ไกลนัก แต่เราก็ยังถูกบังคับให้ต้องอ้อมทางไกล มันไม่สมเหตุสมผลเลย เราต้องปฏิบัติตามความรับผิดชอบในการจัดหาสินค้าของเราไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม” ฮิโรชิกะ ซูซูกิ หัวหน้าบริษัทในเครือของยาซากิ คอร์ปอเรชั่น ในประเทศไทยและกัมพูชา กล่าว 

เช่นเดียวกับบริษัทยาซากิ คอร์ปอเรชั่น, มินีแบมิตซูมิ, ซูมิโตโม ไวริง ซิสเต็มส์ และเดนโซ คอร์ปอเรชั่น ก็ดำเนินกิจกรรมการผลิตทั้งในประเทศไทยและกัมพูชาเช่นกัน แต่ทั้งหมดถูกบังคับให้ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานเนื่องจากการปิดพรมแดน 

“โดยทั่วไปแล้วต้นทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้นเป็น 2-3 เท่า...นอกจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นแล้ว ปัญหากระแสเงินสดที่แย่ลงเนื่องจากสินค้าคงคลังที่สะสมมากขึ้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย” 

สึโยชิ เอกาชิระ ประธานบริษัท JMG บริษัทโลจิสติกส์ที่ก่อตั้งขึ้นในกัมพูชาในปี 2021 กล่าว

เอกาชิระเผยกับ Nikkei.com ว่า เขาเชื่อว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมบางแห่งที่ไม่มีความแข็งแกร่งทางการเงินเพียงพอในการจัดการธุรกิจจะต้องตัดสินใจ ‘ถอนตัวออกจากกัมพูชา’  

(Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์