สำนักข่าว CNN รายงานว่า เกสต์เฮาส์ญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เปิดทำการมานานกว่า 158 ปีออกมาขอโทษที่เปลี่ยนน้ำในอ่างสปาเพียงปีละ 2 ครั้ง หลังพบว่าเต็มไปด้วยแบคทีเรียที่อาจทำให้ถึงตายได้
ทีวีอาซาฮิคอร์เปอร์เรชันได้รายงานถึงการตรวจเช็คสภาพของอ่างออนเซ็น ซึ่งเป็นการอาบน้ำแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมโดยใช้น้ำจากน้ำพุร้อนที่อุ่นจากภูเขาไฟที่โรงแรมไดมารุ เบสโซะ (Daimaru Besso) เมืองชิคุชิโนะ จังหวัดฟุกุโอกะ ก็พบว่ามีแบคทีเรียลีจิโอเนลลาถึง 3,700 เท่าของระดับที่อนุญาต
ตามข้อบังคับท้องถิ่น ระบุว่า ควรเปลี่ยนน้ำออนเซ็นเป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่ฝ่ายบริหารของโรงแรมยอมรับว่ามีการเปลี่ยนเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น
ในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร (28 ก.พ.) ที่ผ่านมา มาโกโตะ ยามาดะ ประธานบริษัทที่เป็นเจ้าของเรียวกัง (เกสต์เฮาส์แบบดั้งเดิม) กล่าวว่าเขาเสียใจที่ไม่ได้ดำเนินการใดๆ พร้อมโค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง และกล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมเสียใจมาก”
ยามาดะกล่าวว่าเขาไม่รู้ถึงความสำคัญของการเปลี่ยนน้ำ เขากล่าวในงานแถลงข่าวว่า “ตัวผมเองไม่ทราบถึงข้อกฎหมายและคิดว่าแบคทีเรียลีจิโอเนลลาเป็นแบคทีเรียทั่วไปที่สามารถพบได้ทุกที่ และปลอดภัยเพราะอ่างขนาดใหญ่เป็นแบบไหลอิสระ”
ทั้งนี้ ห้องอาบน้ำถูกปิดไปชั่วคราวหลังจากตรวจพบแบคทีเรียเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็กลับมาเปิดให้บริการตามปกติ อีกครั้ง โดยยามาดะบอกว่าเขาก็ยังใช้ห้องอาบน้ำอยู่แม้ว่าจะตรวจพบแบคทีเรียแล้วก็ตาม นอกจากนี้ เขายังบอกอีกว่าทีมงานของเขาละเลยการเติมคลอรีนในน้ำเพื่อสุขอนามัย “เพราะเราไม่ชอบกลิ่นคลอรีน”
อย่างไรก็ดี แบคทีเรียลีจิโอเนลลาสามารถทำให้เกิดโรคลีเจียนแนร์ได้ (Legionnaires) ซึ่งเป็นโรคปอดบวมชนิดร้ายแรง ผู้คนสามารถป่วยได้เมื่อหายใจเอาละอองน้ำเล็กๆ ที่มีแบคทีเรียเข้าไป ทำให้เกิดการติดเชื้อในปอด แต่โชคดีที่โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ
แบคทีเรียดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ในหัวฝักบัวและก๊อกน้ำ อ่างน้ำร้อน หอหล่อเย็น ถังน้ำร้อน น้ำพุตกแต่ง หรือระบบประปาในอาคารขนาดใหญ่
ทีวีอาซาฮิคอร์เปอร์เรชันได้รายงานถึงการตรวจเช็คสภาพของอ่างออนเซ็น ซึ่งเป็นการอาบน้ำแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมโดยใช้น้ำจากน้ำพุร้อนที่อุ่นจากภูเขาไฟที่โรงแรมไดมารุ เบสโซะ (Daimaru Besso) เมืองชิคุชิโนะ จังหวัดฟุกุโอกะ ก็พบว่ามีแบคทีเรียลีจิโอเนลลาถึง 3,700 เท่าของระดับที่อนุญาต
ตามข้อบังคับท้องถิ่น ระบุว่า ควรเปลี่ยนน้ำออนเซ็นเป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่ฝ่ายบริหารของโรงแรมยอมรับว่ามีการเปลี่ยนเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น
ในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร (28 ก.พ.) ที่ผ่านมา มาโกโตะ ยามาดะ ประธานบริษัทที่เป็นเจ้าของเรียวกัง (เกสต์เฮาส์แบบดั้งเดิม) กล่าวว่าเขาเสียใจที่ไม่ได้ดำเนินการใดๆ พร้อมโค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง และกล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมเสียใจมาก”
ยามาดะกล่าวว่าเขาไม่รู้ถึงความสำคัญของการเปลี่ยนน้ำ เขากล่าวในงานแถลงข่าวว่า “ตัวผมเองไม่ทราบถึงข้อกฎหมายและคิดว่าแบคทีเรียลีจิโอเนลลาเป็นแบคทีเรียทั่วไปที่สามารถพบได้ทุกที่ และปลอดภัยเพราะอ่างขนาดใหญ่เป็นแบบไหลอิสระ”
ทั้งนี้ ห้องอาบน้ำถูกปิดไปชั่วคราวหลังจากตรวจพบแบคทีเรียเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็กลับมาเปิดให้บริการตามปกติ อีกครั้ง โดยยามาดะบอกว่าเขาก็ยังใช้ห้องอาบน้ำอยู่แม้ว่าจะตรวจพบแบคทีเรียแล้วก็ตาม นอกจากนี้ เขายังบอกอีกว่าทีมงานของเขาละเลยการเติมคลอรีนในน้ำเพื่อสุขอนามัย “เพราะเราไม่ชอบกลิ่นคลอรีน”
อย่างไรก็ดี แบคทีเรียลีจิโอเนลลาสามารถทำให้เกิดโรคลีเจียนแนร์ได้ (Legionnaires) ซึ่งเป็นโรคปอดบวมชนิดร้ายแรง ผู้คนสามารถป่วยได้เมื่อหายใจเอาละอองน้ำเล็กๆ ที่มีแบคทีเรียเข้าไป ทำให้เกิดการติดเชื้อในปอด แต่โชคดีที่โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ
แบคทีเรียดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ในหัวฝักบัวและก๊อกน้ำ อ่างน้ำร้อน หอหล่อเย็น ถังน้ำร้อน น้ำพุตกแต่ง หรือระบบประปาในอาคารขนาดใหญ่



