กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการกีฬาฟุตบอล ควันหลงจากฟุตบอลโลกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเกมระหว่างปารากวัย-ฝรั่งเศส หลัง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ซัดจุดโทษพาฝรั่งเศสเฉือนชนะปารากวัย 1-0 เมื่อคืนวันเสาร์ (4 ก.ค.) ที่ผ่านมา
แต่ดูเหมือนว่าหลังจากจบเกม สิ่งที่หลายคนพูดถึงกลับเป็นเรื่องการเล่นที่รุนแรงเกินไปของทีมปารากวัย ขณะที่คนอีกจำนวนหนึ่งกลับออกมาโจมตีเอ็มบัปเป้ด้วยการเหยียดเชื้อชาติ และเหยียดผิว ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งไม่ควรจะถูกปฏิบัติจากพฤติกรรมและถ้อยคำที่ไม่ให้เกียรติกันเช่นนี้
เมื่อดราม่าลามออกนอกสนามบอล...

ทว่าความตึงเครียดดังกล่าวกลับขยายเป็นวงกว้าง หลัง เซเลสเต อามาริยา สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเสรีนิยมหัวรุนแรง (PLRA) ของปารากวัย ได้โพสต์ข้อความโจมตีและด่าทอกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสรายนี้อย่างรุนแรง โดยเธอเรียกเอ็มบัปเปว่าเป็น “คนเถื่อน” พร้อมทั้งดูหมิ่นสติปัญญา และตั้งคำถามเกี่ยวกับอัตลักษณ์ความเป็นคนฝรั่งเศสของเขา โดยตราหน้าเขาว่าเป็น “คนแคเมอรูนในยุคอาณานิคมที่แสร้งทำเป็นคนฝรั่งเศส”
คำกล่าวของอามาริยามีขึ้น หลังก่อนหน้านี้ โฆเซ ลุยส์ ชิลาเวิร์ต อดีตผู้รักษาประตูระดับตำนานของปารากวัย ออกมาพูดปลุกปั่นก่อนการแข่งขันว่า ทีมชาติของเขากำลังจะลงดวลแข้งกับ ‘ทีมจากทวีปแอฟริกา’ ซึ่งคำพูดดังกล่าวส่งผลให้ ฟิลิปป์ ดิยัลโล ประธานสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส (FFF) ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด โดยตราหน้าชิลาเวิร์ตว่าเป็น “ความอัปยศของวงการฟุตบอล”
สหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส (FFF) ได้ออกแถลงการณ์ประณามเมื่อวันจันทร์ (6 ก.ค.) ว่า “ความคิดเห็นของนักการเมืองรายนี้เป็น ‘การเหยียดเชื้อชาติ’ และเป็นสิ่งน่ารังเกียจที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” พร้อมทั้งประกาศว่า “จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป...ถ้อยแถลงเหล่านี้เข้าข่ายอาชญากรรมและเป็นสิ่งที่จะต้องถูกประณาม ซึ่งจะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งในประเทศนี้และทุกๆ ที่”
“คำพูดเหยียดเชื้อชาติและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ สว.เซเลสเต อามาริยา ของปารากวัย โจมตี คีลิยัน เอ็มบัปเป้ นักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสนั้น เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง และน่าเศร้าที่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เพราะรายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์เหยียดเชื้อชาติที่เกิดขึ้นระหว่างศึกฟุตบอลโลก 2026 แสดงให้เห็นว่า ‘ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในวงกว้าง ทั้งในวงการฟุตบอลและวงการกีฬาอื่นๆ ทั่วโลก’”
— UN Human Rights (หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ) แถลงการณ์
ด้าน เอ็มบัปเป้ออกมาโพสต์ตอบโต้บน X โดยตราหน้าวุฒิสภาชาวปารากวัยคนดังกล่าวว่า “คุณเซเลสเต อามาริยา คุณเป็นผู้หญิงที่น่ารังเกียจและไม่คู่ควรกับตำแหน่งของคุณเลย คุณไม่ได้เป็นตัวแทนของประเทศปารากวัย ประเทศที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจและเกียรติยศตลอดการแข่งขันนี้”
“ด้วยความไร้สำนึกและการเหยียดเชื้อชาติอย่างไม่ยั้งคิดของคุณ ตอนนี้คนทั้งโลกได้ลืมผลงานและความพยายามครั้งประวัติศาสตร์ของทีมคุณในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว”
อาจกระทบสัมพันธ์ฝรั่งเศส-ปารากวัย!
สำนักงานอัยการกรุงปารีสเปิดเผยกับสำนักข่าว AP เมื่อวันอังคาร (7 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า “ทางหน่วยงานได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว หลังจากหน่วยงานระดับชาติเพื่อการต่อต้านความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส”
ทั้งนี้สำนักงานอัยการกรุงปารีสสามารถเปิดการสอบสวนเกี่ยวกับคำแถลงที่เกิดขึ้นในต่างประเทศได้ หากผู้เสียหายเป็นชาวฝรั่งเศส โดยระบุว่า “ข้อความดังกล่าวถูกกล่าวหาว่ามีมูลเหตุมาจากเรื่องของต้นกำเนิด ชาติพันธุ์ สัญชาติ เชื้อชาติ หรือศาสนา ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือเป็นสิ่งที่คิดไปเองก็ตาม ความผิดเหล่านี้มีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี และปรับเป็นเงินสูงสุด 45,000 ยูโร (ราว 1.7 ล้านบาท)”
-ชาวเน็ตฝรั่งเศสวิจารณ์เรียกร้องไม่ให้ สว.อามาริยา เข้าประเทศฝรั่งเศส-
“ฉันคิดว่าเธอคงไม่ติดคุกหรอก แต่รัฐบาลฝรั่งเศสควรประกาศให้เธอเป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์และห้ามไม่ให้เธอเข้าประเทศฝรั่งเศส ฉันหวังว่าพวกเขาจะทำอย่างนั้น” แอคเคาท์ @jorgetomate37 แสดงความเห็น
ขณะที่แอคเคาท์ @vivianfunmilayomichael บอกว่า “คุณไม่มีสิทธิ์เหยียดเชื้อชาติแล้วมาเรียกร้องให้คนที่คุณดูถูกขอโทษ ขอชื่นชมเอ็มบัปเป้จากใจจริงที่ไม่ยอมก้มหัวให้พวกนี้”
“การที่เธอเหยียดเขาว่าเป็น ‘พวกถูกล่าอาณานิคม’ ทั้งที่ตัวเองก็อาศัยอยู่ในอดีตอาณานิคมของสเปน แถมยังพูดภาษาสเปนอยู่เลยนั้น มันสะท้อนให้เห็นเลยว่า ความเกลียดชังมักเกิดมาจากความโง่เขลาเบาปัญญา” แอคเคาท์ @bluesometwosome แสดงความเห็น
แอคเคาท์ @zerausma บอกว่า “ยึดวีซ่าฝรั่งเศสของเธอคืนซะ เผื่อมันจะช่วยสั่งสอนให้เธอสำนึกได้บ้างว่า การเหยียดเชื้อชาติอย่างหน้าไม่อาย มันส่งผลกระทบต่อชีวิตจริงของเธออย่างไร”
“นี่คืออีกหนึ่งชัยชนะของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ แต่รอบนี้เป็นการตอกกลับพวกเหยียดเชื้อชาติ ผมขอสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ แม้จะถูกสาดโคลนด้วยคำพูดร้ายๆ แต่เราจะตอบโต้ด้วยค่านิยมของเรา นั่นคือการรักษาศักดิ์ศรี ความเคารพ และความเป็นพี่น้องร่วมชาติ”
— เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย
ขณะเดียวกัน ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสก็เปิดเผยว่า “ซานติอาโก เปญญา ประธานาธิบดีปารากวัย ได้ส่งจดหมายถึงมาครงเพื่อแสดงความสนับสนุนและประณามคำพูดเหยียดเชื้อชาติดังกล่าวด้วยเช่นกัน”
-รัฐบาลปารากวัยแสดงจุดยืนคัดค้าน ‘การเหยียดเชื้อชาติ’ อย่างรุนแรง-
รัฐบาลปารากวัยแสดงจุดยืนที่แตกต่างจากคำกล่าวของ สว.อามาริยา โดยชี้ว่าความคิดเห็นดังกล่าว “ขัดแย้งกับค่านิยมและหลักการที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศของเรายึดมั่น...คำกล่าวของวุฒิสมาชิกไม่ได้แสดงถึงจุดยืนของรัฐบาลปารากวัย หรือประชาชนชาวปารากวัยแต่อย่างใด”
บาซิลิโอ นูเญซ ประธานรัฐสภาของปารากวัย ออกมาชี้แจงว่า “ความคิดเห็นดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึง ‘คุณค่าที่แท้จริง’ ของชาวปารากวัยเลยแม้แต่น้อย ในฐานะประธานรัฐสภาแห่งชาติ ผมขอปฏิเสธและคัดค้านอย่างรุนแรงต่อข้อความที่เหยียดเชื้อชาติ เกลียดชังชาวต่างชาติ รวมถึงข้อความที่ยุยงให้เกิดความรุนแรงต่อบุคคลใดก็ตาม”
ขณะที่ เปโดร อัลเลียน่า รองประธานาธิบดีปารากวัย ออกมาตำหนิคำพูดของ สว.อามาริยา โดยระบุว่า “ฟุตบอลคือสัญลักษณ์ของความเป็นพี่น้อง มันควรเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงประเทศและผู้คนเข้าด้วยกัน ท่ามกลางความหลงใหลและอารมณ์ร่วมในโลกของฟุตบอล ไม่มีพื้นที่ให้กับการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ”
ด้าน โจฮันนา ออร์เตกา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของปารากวัย ก็ได้ออกมาวิจารณ์ สว.อามาริยา อย่างรุนแรงเช่นกัน พร้อมกล่าวถึงแมตช์ระหว่างฝรั่งเศสและปารากวัยว่า “ในสนามเราอาจเป็นคู่แข่งกัน แต่เมื่ออยู่นอกสนาม เรายังมีสิ่งที่เชื่อมโยงพวกเราไว้ด้วยกันมากกว่านั้น นั่นคือความเคารพ ศักดิ์ศรี และการร่วมกันสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นกับทุกคน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาปารากวัย ฉันขอแสดงความเห็นอกเห็นใจและขออภัยต่อประชาชนชาวฝรั่งเศสทุกคนจากใจจริง”
‘เหยียดเชื้อชาติ’...รอยร้าวที่มีมานานหลายทศวรรษในสังคมฝรั่งเศส

การเหยียดหยามที่มุ่งเป้าไปที่เอ็มบัปเปในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวที่มีมานานหลายทศวรรษในสังคมฝรั่งเศส เนื่องจากทีมฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสเป็นสัญลักษณ์ของความหลากหลายทางชาติพันธุ์และสีผิวมาอย่างยาวนาน
นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ของฝรั่งเศสหลายคน รวมถึงเอ็มบัปเป้ (ซึ่งมีบิดามาจากแคเมอรูนและมารดาเป็นคนเชื้อสายแอลจีเรีย) ล้วนเติบโตมาจากครอบครัวผู้อพยพ ความหลากหลายทางเชื้อชาติภายในทีมฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสนี้ มักจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นถกเถียงกันในสังคมอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องการอพยพย้ายถิ่นฐานและนิยามของ ‘ความเป็นคนฝรั่งเศสที่แท้จริง’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่จบการแข่งขันฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ
ในยามที่ทีมได้รับชัยชนะ ความสำเร็จนั้นมักถูกเฉลิมฉลองในฐานะข้อพิสูจน์ถึงความเปิดรับและความเท่าเทียมของประเทศ เหมือนเช่นทีมชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1998 ที่มีฉายาว่า ‘Black-Blanc-Beur’ (ผิวดำ-ผิวขาว-อาหรับ)
ทว่าเมื่อใดที่ทีมต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ การโจมตีด้วยการเหยียดเชื้อชาติและการตั้งคำถามว่า “นักเตะที่ไม่ใช่คนผิวขาวถือเป็นคนฝรั่งเศส ‘ที่แท้จริง’ หรือไม่? ก็มักจะฟื้นกลับมาอีกครั้ง...”
(Photo by MAURO PIMENTEL / AFP)





