ลาวสั่งปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเซ่นวิกฤตเศรษฐกิจค่าเงินกีบร่วง

10 ก.ค. 2567 - 16:42

  • สมาชิกรัฐสภาลาวมีมติ ‘ปลด’ ผู้ว่าการธนาคารกลางลาวออกจากตำแหน่งหลังจากสิ้นสุดประชุมสภา โดยให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งในแขวงหลวงพระบาง

  • ภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินอ่อน และหนี้สินจำนวนมากเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากคนรุ่นใหม่มาหางานในประเทศไทย

lao_central_bank_governor_removed_amid_economic_crisis_SPACEBAR_Hero_add4dc6ed8.jpg

สมาชิกรัฐสภาลาวมีมติ ‘ปลด’ ผู้ว่าการธนาคารกลางลาวออกจากตำแหน่งหลังจากสิ้นสุดประชุมสภา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงกำลังหาวิธีแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ  

สุนทร ไชยจักร รองประธานสภา กล่าวว่า “ที่ประชุมสภาอนุมัติข้อเสนอของ สอนไซ สีพันดอน นายกฯ ให้ย้าย บุญเหลือ สินชัยโวลาวงศ์ ผู้ว่าการธนาคารแห่ง สปป.ลาว ไปดำรงตำแหน่งในแขวงหลวงพระบาง”  

เศรษฐกิจของลาวยังไม่ฟื้นตัวมากนักจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงต่ำ งานก็หายาก และคนรุ่นใหม่จำนวนมากมักหางานที่มีค่าจ้างสูงกว่าในประเทศไทยหรือที่อื่นๆ ในภูมิภาค 

นอกจากนี้ตามรายงานจากสำนักงานสถิติลาวในเดือนพฤษภาคมยังระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและเงินกีบที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องยังเป็นตัวเร่งให้เงินเฟ้อสูงขึ้นด้วย  

ตามรายงานของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เผยว่า ปัญหาเศรษฐกิจของลาวกำลังส่งผลกระทบต่ออนาคตของความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการในประเทศ 

ADB ระบุในรายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า อัตราเงินเฟ้อส่งผลกระทบอย่างมากต่อราคาอาหาร ซึ่งทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง และบังคับให้หลายครัวเรือนต้องวางแผนกลยุทธ์ในการรับมือกับปัญหาอาหาร เช่น การลดการบริโภคอาหารและความถี่ในการรับประทานอาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการทางโภชนาการของพวกเขา

ธนาคารโลกเผยว่า เงินกีบอ่อนค่าลง 31% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว และคาดว่าแนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในปีนี้  

“ภาระหนี้ที่สูงของลาวได้จำกัดความสามารถของรัฐบาลในการตอบสนองต่อปัญหาเร่งด่วนอย่าง ‘เงินเฟ้อสูง’ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อรายได้และมาตรฐานการครองชีพของประชาชน ตลอดจนปัญหาผลผลิตแรงงานในระยะยาว” รายงานระบุ 

เมื่อเดือนที่แล้ว สันติภาพ พรหมวิหาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบอกกับสมาชิกรัฐสภาว่า “รัฐบาลจะต้องใช้เงินอย่างน้อย 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 แสนล้านบาท) ในปีนี้ เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับหนี้สินทั้งหมด แต่ธนาคารกลางกลับนำเงินมาได้เพียง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.09 แสนล้านบาท) เท่านั้น” 

เมื่อวันอังคาร (2 ก.ค.) สมาชิกรัฐสภายังได้อนุมัติมติที่แนะนำให้รัฐบาลจัดการกับปัญหาขาดแคลนครู จำนวนนักเรียนที่ออกจากโรงเรียนมากขึ้น หนี้สาธารณะ และกิจการเหมืองแร่ที่ไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ สภายังได้ผ่านหรือแก้ไขกฎหมาย 13 ฉบับ รวมถึงกฎหมายว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สิน การส่งเสริมการลงทุน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต 

“ประเทศของเรามีประเด็นสำคัญระดับชาติ 2 ประการ นั่นคือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ-การเงิน และการปราบปรามยาเสพติด...และผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดนโยบายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นประเด็นสำคัญระดับชาติลำดับที่ 3” สินาวา สุภานุวงศ์ สมาชิกรัฐสภา กล่าวในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมชี้ให้เห็นว่าประเทศเวียดนามซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้ดำเนินนโยบายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันแล้ว 

“ความเป็นจริงก็คือ การทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นจากระดับสูงสุด หน่วยงานตรวจสอบไม่กล้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่ระดับสูง มีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่างเท่านั้นที่ถูกลงโทษ” อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลในลาวตอนใต้ไม่เปิดเผยชื่อบอกกับองค์กรสื่อ Radio Free Asia (RFA)  

นอกจากนี้ นักธุรกิจรายหนึ่งยังเชื่ออีกว่าจะไม่มีผลกระทบที่แท้จริงจากการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตของรัฐบาล 

“โอ้ พวกเขาพูดแต่เรื่องเดิมๆ แต่จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเขายังมีประเด็นสำคัญระดับชาติอีก 2 ประเด็น ได้แก่ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-การเงิน และการปราบปรามยาเสพติด แต่พวกเขาล้มเหลวในการดำเนินการตามประเด็นสำคัญทั้ง 2 ประเด็นนี้ ผมคิดว่าพวกเขาจะล้มเหลวในประเด็นที่ 3 เช่นกัน” นักธุรกิจบอกกับ RFA

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์