รัฐสภาเลบานอนลงมติเห็นชอบให้ ‘ยกเลิก’ โทษประหารชีวิต โดยให้เปลี่ยนโทษประหารชีวิตของผู้ต้องขังทั้งหมดในปัจจุบันเป็น ‘โทษจำคุกตลอดชีวิต’ แทน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้เลบานอนกลายเป็น ‘ประเทศแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง’ ที่ยุติโทษประหารชีวิตอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เลบานอนระงับการบังคับใช้โทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ (de facto moratorium) มาตั้งแต่ปี 2004
แม้ว่าในทางกฎหมาย ปัจจุบันจะยังคงมีนักโทษมากกว่า 78 ราย ค้างอยู่ในระบบเพื่อรอรับโทษประหารก็ตาม โดยในอดีต ฐานความผิดร้ายแรงที่ต้องระวางโทษถึงขั้นประหารชีวิตนั้นจะรวมไปถึงคดีฆาตกรรม และการทรยศชาติ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงส่วนใหญ่จากทั้งหมด 128 ที่นั่งในรัฐสภา ต่างให้การ ‘สนับสนุน’ มาตรการดังกล่าวในการลงมติเมื่อวันอังคาร (11 ส.ค.) ที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่ม สส.ของพรรคฮิซบอลเลาะห์ลงคะแนนเสียง ‘คัดค้าน’
หลังจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี ก่อนจะเสนอให้ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ลงนามบังคับใช้ ซึ่งทางรัฐบาลได้แสดงท่าทีสนับสนุนมาตรการนี้อยู่ก่อนแล้ว
ภายใต้กฎหมายใหม่นี้ โทษประหารชีวิตจะถูกเปลี่ยนเป็น ‘โทษจำคุกตลอดชีวิต’ ร่วมกับการใช้แรงงานหนัก ทว่าตัวบทกฎหมายยังไม่ได้ระบุรายละเอียดและวิธีบังคับใช้อย่างชัดเจน
การลงโทษด้วยการใช้แรงงานหนักมีบัญญัติไว้ในกฎหมายของเลบานอนอยู่แล้ว แต่แทบไม่มีการบังคับใช้จริงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศและปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก ได้กลายเป็นข้อจำกัดต่อทรัพยากรและขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่
ร่างกฎหมายฉบับล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มภาคประชาสังคมและนักกฎหมายร่วมกันรณรงค์เป็นเวลาหลายปี เพื่อ ‘ถอดถอน’ โทษประหารชีวิตออกจากกฎหมายเลบานอน “เราไม่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมด้วยการก่ออาชญากรรม หรือยุติความรุนแรงด้วยความรุนแรงได้” ออรากิต ยูนาน นักสังคมวิทยาชาวเลบานอน กล่าวกับ BBC
การเคลื่อนไหวของเลบานอนในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่การใช้โทษประหารชีวิตยังคงเป็นประเด็นถกเถียงอย่างรุนแรงในพื้นที่อื่น ๆ ของภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยจอร์แดนได้กลับมาบังคับใช้โทษประหารชีวิตอีกครั้งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2016
ส่วนในอิสราเอล รัฐสภาได้ไฟเขียวผ่านกฎหมายใหม่ที่เปิดทางให้ศาลสามารถสั่งลงโทษประหารชีวิตได้ง่ายขึ้นในหลากหลายคดีและสถานการณ์
(Photo by Shutterstock / Mohammad Bash)





