กรณีศึกษามาเลเซียสั่งเนรเทศคนยิวหลังแฝงตัวอยู่ในชุมชนดิจิทัลโนแมด

28 ก.ค. 2569 - 16:56

  •   มาเลเซียสอบสวน Network School ซึ่งเป็นชุมชนที่พักอาศัยร่วมกันสำหรับดิจิทัลโนแมด

  • นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียประกาศว่า พลเมืองอิสราเอลคนใดก็ตามที่พบอยู่ในมาเลเซียจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศทันที

  • มาเลเซียไม่ได้ให้การรับรองอิสราเอลและไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

กรณีศึกษามาเลเซียสั่งเนรเทศคนยิวหลังแฝงตัวอยู่ในชุมชนดิจิทัลโนแมด

เมื่อเร็วๆ นี้ชาวมาเลเซีย โดยเฉพาะในรัฐยะโฮร์ถกประเด็นการก่อตั้งชุมชนของชาวต่างชาติกันอย่างดุเดือด หลังโลกโซเชียลมีเดียตั้งข้อสังเกตว่าชุมชนนี้อาจมีชาวอิสราเอลที่ถือ 2 สัญชาติแฝงตัวอาศัยอยู่ด้วย จนนำมาสู่การตรวจสอบครั้งใหญ่

การสอบสวนครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ Network School ซึ่งเป็นชุมชนที่พักอาศัยร่วมกันสำหรับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพและบรรดาดิจิทัลโนแมด ที่ก่อตั้งโดย บาลาจิ ศรีนิวาศัน อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Coinbase ตั้งอยู่ใน Forest City โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่สร้างโดยชาวจีนบนพื้นที่ถมทะเลในรัฐยะโฮร์ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทะเลกับสิงคโปร์

เรื่องราวเริ่มขึ้นในโซเชียลมีเดีย เมื่อมีผู้ใช้กล่าวหาว่า ผู้เข้าร่วมบางคนเป็นพลเมืองอิสราเอลที่มี 2 สัญชาติ และเดินทางเข้ามาเลเซียโดยใช้หนังสือเดินทางจากประเทศอื่น หัวหน้าคณะรัฐมนตรีของรัฐยะโฮร์เรียกร้องให้มีการสอบสวนระดับรัฐบาลกลาง และกระทรวงมหาดไทยเปิดการสอบสวนเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาใดๆ แต่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซียตรวจสอบชาวต่างชาติ 266 คนจาก 40 ประเทศใน Forest City และพบว่า ทุกคนที่ตรวจสอบมีเอกสารการเข้าเมืองถูกต้อง แต่ขณะนี้กำลังตรวจสอบตัวตนของชาวต่างชาติอย่างละเอียดอีกครั้ง

ในเวลาต่อมา นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียประกาศว่า พลเมืองอิสราเอลคนใดก็ตามที่พบอยู่ในมาเลเซียจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศทันที เนื่องจากมาเลเซียไม่ได้ให้การรับรองอิสราเอลและไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ดังนั้น โดยทั่วไปแล้วผู้ถือหนังสือเดินทางอิสราเอลจะถูกห้ามเข้าประเทศหากไม่ได้รับการอนุมัติพิเศษจากรัฐบาล ซึ่งเป็นนโยบายที่มีมานานหลายทศวรรษและเข้มงวดมากขึ้นนับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซา

อย่างไรก็ตาม บางครั้งผู้ที่มี 2 สัญชาติสามารถเข้ามาเลเซียได้โดยใช้หนังสือเดินทางจากประเทศอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่การสอบสวนในปัจจุบันกำลังตรวจสอบอยู่

ท่าทีดังกล่าวทำให้มาเลเซียเป็นประเทศที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ รวมถึงไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์อนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้าประเทศได้อย่างอิสระ

ฮัสซาน อับดุล การิม สมาชิกสภามาเลเซียได้หยิบยกความกังวลเรื่องการดำเนินการของชุมชน Network School ขึ้นมา โดยบอกว่า เรื่องนี้อาจเป็นภัยคุกคามต่อเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศในช่องแคบมะละกา โดยอ้างว่า มอสสาด (หน่วยข่าวกรองและปฏิบัติการลับของอิสราเอล) เป็นหน่วยงานที่อาจแทรกซึมเข้าไปในชุมชน Network School เพื่อสอดแนมมาเลเซีย

การิมบอกว่า ยะโฮร์เป็นหนึ่งในฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค Network School อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ภัยคุกคามสมัยใหม่ครอบคลุมถึงการโจมตีทางไซเบอร์และดิจิทัล

“จากแหล่งข่าวที่ผมได้รับแจ้งมา พวกเขาใช้ Network School ในเมืองฟอเรสต์ซิตี้เพื่อรวบรวมข้อมูลและฝึกอบรมผู้รับสมัคร โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือเปลี่ยนเมืองฟอเรสต์ซิตี้ให้เป็นศูนย์กลาง ซึ่งตั้งอยู่ริมเส้นทางช่องแคบมะละกา”

กรณีนี้ทางการรัฐยะโฮร์ประกาศชัดเจนว่า รัฐจะไม่ยอมให้ใครใช้รัฐเป็นฐานในการเผยแพร่แนวคิดหรือขบวนการที่ขัดต่อกฎหมาย อธิปไตย และผลประโยชน์ของรัฐยะโฮร์และประเทศมาเลเซียเด็ดขาด และในที่สุดชุมชน Network School ก็ถูกสั่งปิดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เรื่องนี้กลายเป็นปัญหากับประเทศที่ 3 เมื่อสหรัฐฯ ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกทูตมาเลเซียในกรุงวอชิงตันเข้าพบเพื่อหารือนโยบายและการขับไล่พลเมืองสหรัฐฯ-อิสราเอล ที่เข้ามาเลเซียโดยใช้หนังสือเดินทางสหรัฐฯ

นอกจากนี้ สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ 8 คน ได้ส่งจดหมายถึง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อแผนของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ที่จะติดตามและเนรเทศพลเมืองอิสราเอลที่พบในมาเลเซียโดยทันที โดยเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศทบทวนความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กับมาเลเซีย

ทั้ง 8 คนยังเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศตัดงบประมาณสนับสนุนโครงการการศึกษาและการฝึกอบรมทางทหารระหว่างประเทศ ซึ่งให้การฝึกอบรมระดับมืออาชีพจากสหรัฐฯ แก่บุคลากรทางทหารของมาเลเซีย เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจภายใน 15 วัน

ถึงอย่างนั้น ผู้นำมาเลเซียออกโรงปกป้องกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซียที่มีอำนาจอธิปไตยจากการวิพากษ์วิจารณ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำว่า มาเลเซียจะไม่ยอมถูกข่มขู่ในเรื่องนโยบายไม่ยอมรับอิสราเอลที่มีมานานหลายทศวรรษ

“นั่นจะไม่ทำให้เราย่อท้อ พวกเขาอาจข่มขู่ แต่ผมจะปกป้องสิทธิของประชาชนชาวมาเลเซียอย่างแน่วแน่ และยึดมั่นในมติของรัฐบาลที่ยังคงห้ามชาวอิสราเอลเข้าประเทศมาเลเซียต่อไป” อันวาร์เผย

ในขณะที่ในบ้านเราก็มีชาวอิสราเอลเข้ามาอาศัยอยู่ไม่น้อยทั้งในแม่ฮ่องสอนและภูเก็ต และเพิ่งเกิดประเด็นร้อนกันอยู่หยกๆ เมื่อเจ้าหน้าที่จากกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายปกครอง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกันเข้าตรวจสอบการดำเนินกิจการเพื่อป้องกันปัญหาการใช้คนไทยถือหุ้นแทน และการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตในจังหวัดภูเก็ต และมีเหตุการณ์ปะทะคารมภายใน “ศูนย์ชาบัด” ของอิสราเอลในพื้นที่ป่าตอง โดยบุคคลรายหนึ่งจากสถานที่ดังกล่าวเดินเข้ามาเผชิญหน้าและถามเจ้าหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาว่า “คุณไม่รู้หรือว่าที่นี่คือพื้นที่ของอิสราเอล”

คำพูดนี้เป็นการหยามหน้าคนไทยชัดๆ เพราะศูนย์ชาบัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทยแท้ๆ คนจากต่างบ้านต่างเมืองกลับกล้าอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตัวเอง แม้แต่กับเจ้าหน้าที่รัฐ มันก็สะท้อนอยู่กลายๆ ว่า คนเหล่านี้ไม่ได้ยำเกรงต่อกฎหมายไทยเลย

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองในไทยจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด กวาดล้างครั้งใหญ่ ไม่ให้เกิดกรณี “ยิวยึดปาย” “ยิวยึดพงัน” กับพื้นที่อื่นๆ อีก

หากยังยืนมองกันตาปริบๆ ดีไม่ดีก็อาจมีมอสสาดแฝงตัวเข้ามาในไทยแบบที่สมาชิกสภามาเลเซียกังวล

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์