เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เจฟฟ์ เบโซส มหาเศรษฐีเบอร์ต้นของโลก และผู้ก่อตั้ง Amazon บิ๊กอีคอมเมิร์ซ กล่าวในตอนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์สำนักข่าว CNN ที่ออกโรงเตือนว่า เริ่มเห็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกอาจถดถอยหนัก ถึงเวลาแล้วที่ครัวเรือนต้องรัดเข็มขัดให้แน่น หมดเวลากินหรู อยู่แพง ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย กอดเงินสดให้แน่น ใครที่คิดจะถอยรถใหม่หรือซื้อบ้านหลังใหญ่ ทบทวนให้ดีๆ หากเป็นไปได้ล้มเลิกไปก่อนเลยก็ยิ่งดี
เบโซส ยอมรับว่า ส่วนตัวเขาไม่รู้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในภาวะการถดถอยในทางเทคนิคหรือไม่ เนื่องจากยังคงเป็นข้อถกเถียงในหมู่นักเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับคำจำกัดความทางเทคนิคเกี่ยวกับ ‘เศรษฐกิจถดถอย’ แต่สิ่งที่เขาสามารถประเมินได้ในฐานะซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่คือ สภาพเศรษฐกิจตอนนี้มันดูไม่ดีเอาซะเลย
เจ้าพ่อแอมะซอนอธิบายว่า “สิ่งต่างๆ กำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจน คุณเห็นภาพการเลิกจ้างของในสหรัฐฯ จากหลายอุตสาหกรรม การจ้างงานนอกภาคการเกษตรเริ่มชะลอตัว ความน่าจะเป็นคือแม้บางคนอาจบอกว่าเรายังไม่ถึงขั้นเผชิญเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ที่ชัดเจนคือมีแนวโน้มการเลิกจ้างงานเพิ่มขึ้นในไม่ช้า”
ด้าน เจมี ไดมอน แห่งเจพีมอร์แกน ให้ความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะถดถอยเล็กน้อย โดยผู้บริโภคอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เอกชนยังก็อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ก็มีปัจจัยลบอื่น ส่วนใหญ่เป็นเพราะสงครามในยูเครน สินค้าโภคภัณ์ฑ์สำคัญอย่างราคาน้ำมัน และหนี้ครัวเรือน
ความเห็นของเบโซส แม้อาจเข้าใจได้ว่าเป็นการสะท้อนมุมมองของเขาต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งอาจไม่ใช่การสะท้อนสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งโลก แต่มุมมองของโบโซสที่แสดงความกังวลในก็ไม่เกินจริง จากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ FED ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงฟันโฟลว์เงินดอลลาร์กลับเขาประเทศ ยิ่งทำให้บรรดาแบงก์ชาติทั่วโลกไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตาม ประกอบกับหลายภาคธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เลย์ออฟพนักงานอย่างต่อเนื่อง เหล่านี้เป็นสัญญาณอย่างมีนัยสำคัญว่า การชะลอตัวไม่ได้เกิดแค่ในสหรัฐฯ แต่อาจลามไปทั้งโลก ขึ้นกับว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะเป็นเช่นไร
เบโซส ยอมรับว่า ส่วนตัวเขาไม่รู้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในภาวะการถดถอยในทางเทคนิคหรือไม่ เนื่องจากยังคงเป็นข้อถกเถียงในหมู่นักเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับคำจำกัดความทางเทคนิคเกี่ยวกับ ‘เศรษฐกิจถดถอย’ แต่สิ่งที่เขาสามารถประเมินได้ในฐานะซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่คือ สภาพเศรษฐกิจตอนนี้มันดูไม่ดีเอาซะเลย
เจ้าพ่อแอมะซอนอธิบายว่า “สิ่งต่างๆ กำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจน คุณเห็นภาพการเลิกจ้างของในสหรัฐฯ จากหลายอุตสาหกรรม การจ้างงานนอกภาคการเกษตรเริ่มชะลอตัว ความน่าจะเป็นคือแม้บางคนอาจบอกว่าเรายังไม่ถึงขั้นเผชิญเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ที่ชัดเจนคือมีแนวโน้มการเลิกจ้างงานเพิ่มขึ้นในไม่ช้า”
ด้าน เจมี ไดมอน แห่งเจพีมอร์แกน ให้ความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะถดถอยเล็กน้อย โดยผู้บริโภคอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เอกชนยังก็อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ก็มีปัจจัยลบอื่น ส่วนใหญ่เป็นเพราะสงครามในยูเครน สินค้าโภคภัณ์ฑ์สำคัญอย่างราคาน้ำมัน และหนี้ครัวเรือน
ความเห็นของเบโซส แม้อาจเข้าใจได้ว่าเป็นการสะท้อนมุมมองของเขาต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งอาจไม่ใช่การสะท้อนสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งโลก แต่มุมมองของโบโซสที่แสดงความกังวลในก็ไม่เกินจริง จากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ FED ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงฟันโฟลว์เงินดอลลาร์กลับเขาประเทศ ยิ่งทำให้บรรดาแบงก์ชาติทั่วโลกไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตาม ประกอบกับหลายภาคธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เลย์ออฟพนักงานอย่างต่อเนื่อง เหล่านี้เป็นสัญญาณอย่างมีนัยสำคัญว่า การชะลอตัวไม่ได้เกิดแค่ในสหรัฐฯ แต่อาจลามไปทั้งโลก ขึ้นกับว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะเป็นเช่นไร

คำเตือนเศรษฐีโลก
ไม่เพียงแค่คำเตือนของเจ้าพ่อแอมะซอนเท่านั้น แม้แต่มหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของโลกในตอนนี้ที่กำลังเป็นกระแสจากการเข้าไปถือหุ้นใหญ่ทวิตเตอร์อย่าง อีลอน มัสก์ ก็ยอมรับตรงไปตรงมาว่า สหรัฐฯ มีแนวโน้มเผชิญเศรษฐกิจถดถอยขั้นรุนแรง อาจนานถึง 1 ปีหรือมากกว่านั้น เจ้าพ่อสเปซเอ็กซ์ยอมรับว่า ภาพเศรษฐกิจในอนาคตมันค่อนข้างเลวร้าย โดยเฉพาะบริษัทเรา (ทวิตเตอร์) ที่ต้องพึ่งพาเม็ดเงินจกการโฆษณาสูง ทำให้อยู่ภายใต้ความกดดันอย่างท้าทายตลอดช่วงปีหน้านอกจากมัสก์ ก็มีคำเตือนจาก ชาร์ลี มังเกอร์ นักลงทุนดังคู่หูกับ วอเรน บัฟเฟตต์ และรองประธาน Berkshire Hathaway ก็เป็นอีกรายที่เตือนว่า “ผมคิดว่า FED เต็มใจที่จะปล่อยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญภาวะถดถอยเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่สูงจนเกินการควบคุม นั่นคือสิ่งที่เฟดควรทำ”
อีกรายเช่น เคน กริฟฟิน ซีอีโอ ซิทาเดล บริษัทด้านจัดการกองทุนและเฮดจ์ฟันด์ มองว่าการที่เฟดจะเอาชนะเงินเฟ้อได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องทำให้อัตราว่างงานในกรอบที่ 4% แต่ผมยากที่จะเชื่อว่าเราจะไม่เผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงนั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเกิดในช่วงกลางถึงปลายปี 2023
หากย้อนไปตั้งแต่ช่วงต้นปี 2022 เรื่อยมา เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนรอบด้านไล่ตั้งแต่ อัตราเงินเฟ้อที่สูงของสหรัฐฯ ที่กำลังเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่อง วิกฤตพลังงานของยุโรปคุกคามภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างลึกล้ำ และเศรษฐกิจของจีนได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์จากโควิด-19
ทว่าแม้ช่วงปลายปีจะเห็นสัญญาณดีหลายปัจจัยข้างต้น เช่น อัตราเงินเฟ้อประจำปีของสหรัฐฯ ลดลงจาก 8.2% เป็น 7.7% ในเดือนตุลาคม ราคาก๊าซธรรมชาติของยุโรปลดลง 2 ใน 3 จากจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม จีนได้คลายข้อจำกัดบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ‘คุมโควิดให้เป็นศูนย์’ และในวันที่ 11 พฤศจิกายน เปิดเผยมาตรการเพื่อบรรเทาแรงกดดันทางการเงินต่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ข่าวที่วุ่นวายนี้ส่งผลให้หุ้นทั่วโลกพุ่งขึ้น 13% ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม
ทว่าแม้จะมีสัญญาณดี แต่อัตราเงินเฟ้อที่แม้จะลดลงเล็กน้อยไม่ใช่เครื่องการันตีว่าภาวะเศรษฐกิจจะไม่ถดถอย ข้อมูลการวิเคราะห์จากเว็บไซต์ดิอีโคโนมิกส์พบว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวอเมริกันต่ำกว่าที่คาดไว้ประมาณหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ ประกอบกับเมื่อโควิดสงบลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งโลกจะเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘Roaring Twenties’ ซึ่งเป็นการเรียกกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ในโลก ยุค 1920–1929 หรือช่วงเวลาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนที่จะเกิด Great Depression ขณะที่การหายไปของแพ็กเกจเยี่ยวยากระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วงปี 2020-21 ชาติร่ำรวยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงระบาด หลายครัวเรือนจึงเกิดกิจกรรมใช้จ่ายในปริมาณมากผิดปกติ แต่ในปีนี้รัฐบาลส่วนใหญ่ยุติการแจกเยียวยา ทำให้กิจกรรมการจับจ่ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เศรษฐกิจไทยกินบุญเก่า “การท่องเที่ยว”
เมื่อ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี ส่งผลให้ขณะนี้ดอกเบี้ยนโยบายไทยขยับเป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที กนง.อธิบายเหตุผลว่า จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนจะยังเป็นแรงส่งสำคัญของเศรษฐกิจในระยะต่อไป และช่วยลดทอนผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกโดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นไปอย่างช้าๆ ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 3.2% ส่วนปี 2022 อยู่ที่ 3.7% จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐฯ เช่นเดียวกับสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางระยะใกล้ เช่น ฮ่องกง และไต้หวัน เพิ่มขึ้นตามการผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทาง ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการปรับดีขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะทำให้ภาคการส่งออกลดลง
รอยเตอร์รายงานว่า การส่งออกซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตของไทย ทว่ากลับลดลงอย่างไม่คาดคิดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม เป็นครั้งแรกในรอบ 20 เดือน กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าจะชะลอตัวลงอีกเนื่องจากอุปสงค์ทั่วโลกที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ยอดการส่งออกยังคงเพิ่มขึ้น 9.1% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2022 จากอานิสงส์เงินบาทอ่อนค่า
แม้ท่องเที่ยวจะมีสัญญาณดี แต่อย่างที่รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า การส่งออกเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ดังนั้นภาคการส่งออกที่ยังเดินสะดุด นั่นหมายถึงทิศทางตลาดแรงงานที่อัตราการจ้างงานใหม่อาจชะลอตัว นี่ยังไม่พูดถึงแนวโน้มทิศทางค่าครองชีพเพิ่มขึ้น และอัตราหนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีหน้า ดังนั้นเหมือนกับที่เจฟฟ์ เบโซสพูด “ใครมีเงินสดกอดไว้ให้ดี”



