สังคมไทยกำลังตั้งคำถามถึงมาตรการควบคุมปืนของรัฐบาลไทยที่ยังเข้มงวดไม่มากพอ ประจวบเหมาะเจาะที่พักหลังๆ มานี้ ประเทศไทยต้องเผชิญกับเหตุกราดยิงบ่อยครั้งขึ้น กระแสวิพากษ์วิจารณ์จึงย้อนกลับไปหารัฐบาลอีกครั้ง “คำมั่นสัญญาหลังจากที่เกิดโศกนาฏกกรมครั้งร้ายแรงในแต่ละครั้งว่าจะควบคุมอาวุธปืนในประเทศให้เข้มงวดขึ้นนั้น...เข้มงวดแล้วหรือ?”
หลังจากเหตุการณ์กราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันศุกร์ (7 ส.ค.) ที่ผ่านมา จนทำให้มีเสียชีวิต 9 ราย รัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นว่าจะปรับเปลี่ยนแนวทางขนานใหญ่ในเรื่องของการซื้อ การครอบครอง และการตรวจสอบควบคุมอาวุธปืน
มาตรการในขั้นต้นประกอบด้วย :
- การระงับการออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืนกระบอกใหม่
- การเพิ่มจุดตรวจค้นและตรวจสอบอาวุธปืน
- การคุมเข้มข้อจำกัดในการพกพาอาวุธปืน
- ตรวจสอบอาวุธปืนและใบอนุญาตที่มีอยู่ในปัจจุบัน
- เปิดโอกาสให้ ‘ส่งคืนปืนเถื่อนโดยไม่เอาความผิด’
- ผลักดันให้แก้กฎหมายปืนทั้งระบบ
แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างตั้งคำถามว่า “มาตรการล่าสุดเหล่านี้จะแก้ปัญหาได้จริงหรือ?” ในเมื่อประเทศยังมีปืนทั้งถูกและผิดกฎหมายหมุนเวียนอยู่หลายล้านกระบอก แถมยังขาดการตรวจสอบหลังจากออกใบอนุญาตปืนไปแล้ว และยังมีปัญหาที่ลึกกว่านั้นอย่างเรื่อง ‘ความรุนแรงในกลุ่มเยาวชน’
“เวลาที่เกิดเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ขึ้นมาทีนึง รัฐบาลก็มักจะรีบออกมาตรการมาแก้ไขปัญหาทันที แต่เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ เพราะพอคนเลิกสนใจ เรื่องการรื้อระบบหรือปฏิรูปโครงสร้างจริง ๆ ก็เงียบหายไปทุกที”
— อาจารย์ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกกับสำนักข่าว CNA
“กฎหมายคุมปืนไทยยังล้าสมัย...ต้องรื้อระบบใหม่”

ย้อนกลับไปในเหตุการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2023 ที่เยาวชนวัย 14 ปี ใช้ปืนแบลงค์กันดัดแปลงยิงผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต 2 ราย กลางห้างสยามพารากอน ทำให้รัฐบาลต้องสั่งเบรกการออกใบอนุญาตปืนใหม่ให้ประชาชนทั่วไปเป็นการชั่วคราว และหันมาล้อมคอกปิดช่องโหว่กฎหมายเรื่องปืนแบลงค์กันอย่างจริงจัง
เนื่องจากปืนแบลงค์กันหาซื้อได้ง่ายกว่าปืนทั่วไปมาก เพราะกฎหมายไม่ได้ควบคุมเข้มงวดเท่ากับปืนประเภทอื่นๆ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ปืนชนิดนี้สามารถเอามาดัดแปลงให้ยิงกระสุนจริงได้ ด้วยเหตุนี้ ตำรวจจึงต้องเปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาวุธปืนทั่วประเทศ เพื่อปราบปรามทั้งปืนเถื่อน ปืนดัดแปลง ปืนแบลงค์กัน รวมถึงกลุ่มพ่อค้าที่ขายทางออนไลน์ด้วย
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นหนึ่งปี ได้เกิดเหตุอดีตตำรวจคลั่งใช้ปืนและมีดบุกโจมตีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่จังหวัดหนองบัวลำภู ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 37 ราย และในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 24 ราย ซึ่งนับเป็นเหตุสังหารหมู่โดยผู้ก่อเหตุคนเดียวที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่
เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนั้นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สั่งคุมเข้มเรื่องปืนทันที โดยสั่งให้ล้างระบบตรวจประวัติทั้งคนที่กำลังขอใบอนุญาตใหม่ และคนที่ถือครองปืนอยู่เดิม พร้อมสั่งให้กระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่เช็กอย่างละเอียดว่า “เจ้าของปืนแต่ละคนยังคงมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะพกปืนต่อไปหรือไม่”
“กฎหมายปืนของไทย ‘ล้าสมัยและต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมด’ แม้ว่าที่ผ่านมาจะเคยมีการตื่นตัวออกมาตรการแก้ปัญหาก็ตาม”
— รองศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นักอาชญาวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการยุติธรรม กล่าว
ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2020 หลังเกิดเหตุทหารคลั่งกราดยิง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 29 รายที่ห้างเทอร์มินอล 21 โคราช กองทัพบกจึงได้สั่งยกเลิกโครงการ ‘ปืนสวัสดิการราคาถูกของทหาร’ และเพิ่มเกณฑ์เข้มงวดในการขอซื้อปืนส่วนตัว แต่สุดท้ายผู้เชี่ยวชาญก็มองว่า “มาตรการเหล่านี้ยังคงแก้ปัญหาไม่ได้จริง”
ดร.กฤษณพงค์ ชี้ว่า “ปัญหาใหญ่ในตอนนี้คือ คนยังหาซื้อปืนได้ง่ายเกินไป โดยเฉพาะปืนจากตลาดมืดและปืนของเล่นที่เอามาดัดแปลง ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายที่มีอยู่ก็เก่าแก่นานหลายสิบปีและมีบทลงโทษที่เบาเกินไป”
ช่องโหว่สำคัญคือ คนที่มีปืนเถื่อนมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปีก็จริง แต่ถูกปรับสูงสุดแค่ 20,000 บาท ซึ่งน้อยมาก ทำให้รัฐบาลกำลังพยายามแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มโทษปรับให้หนักขึ้น
“ประเทศไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยปืนเถื่อนล้นเมือง โดยที่ภาครัฐเองก็ยังไร้ความสามารถในการติดตามตรวจเช็กว่า ปืนเถื่อนเหล่านั้นกระจายไปอยู่ที่ไหนและตกอยู่ในมือของใครบ้าง”ดร.กฤษณพงค์ กล่าว
ข้อมูลล่าสุดจากปี 2017 ชี้ว่า “คนไทยครอบครองอาวุธปืนมากถึงประมาณ 10.3 ล้านกระบอก ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)”
ตัวเลขดังกล่าวมาจาก ‘Small Arms Survey’ สถาบันวิจัยอิสระระดับโลกในสวิตเซอร์แลนด์ (แม้จะไม่ใช่สถิติอย่างเป็นทางการของรัฐบาล) โดยแบ่งกลุ่มปืนออกเป็น :
- ปืนถูกกฎหมาย : 6.2 ล้านกระบอก
- ปืนผิดกฎหมาย (ปืนเถื่อน) : 4.1 ล้านกระบอก
หากเทียบสัดส่วนต่อประชากร ประเทศไทยมีอัตราการครอบครองปืนของพลเรือนสูงกว่าฟิลิปปินส์กว่า 4 เท่า และสูงกว่ามาเลเซียถึงประมาณ 20 เท่า ซึ่งไม่มีประเทศใดในอาเซียนที่มีตัวเลขใกล้เคียงกับไทยเลย อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขปืนในประเทศไทยน่าจะเยอะกว่า 10 ล้านกระบอกไปไกลมาก เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่ามีคนแอบซ่อนปืนเถื่อนเอาไว้อีกเท่าไหร่”
ดร.กฤษณพงค์ ชี้ว่า “สาเหตุที่เมืองไทยมีปืนเถื่อนเยอะขนาดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากชายแดนธรรมชาติที่มีช่องโหว่เยอะ ทำให้เอื้อต่อการลักลอบขนปืนเถื่อนข้ามประเทศ บวกกับการแอบผลิตปืนเถื่อนเองในท้องถิ่น”
ขณะที่ อาจารย์ ดร.ตฤณห์ ก็มองว่า “ระบบควบคุมปืนของไทยล้มเหลวตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะนอกจากรัฐจะตามเช็กพิกัดปืนไม่ได้แล้ว คนยังหาซื้อปืนได้ง่ายเกินไป แถมยังมีช่องโหว่ที่ปืนถูกกฎหมายหลุดไปเป็นปืนเถื่อน และที่แย่ที่สุดคือ พอนายทะเบียนออกใบอนุญาตปืนให้ไปแล้ว ก็ปล่อยปละละเลย ไม่เคยมีใครกลับไปตรวจสอบดูแลต่อเลย”
“ปัญหาใหญ่ในตอนนี้คือ เจ้าของปืนมักจะเก็บปืนไม่มิดชิด จนคนอื่นหรือเด็ก ๆ หยิบไปใช้ได้ง่าย ทั้งที่จริง ๆ แล้ว รัฐบาลควรเช็กเป็นเงื่อนไขแรกสุดด้วยซ้ำว่า คนที่จะซื้อปืนมีที่เก็บที่ปลอดภัยพอไหม ก่อนจะออกใบอนุญาตให้”
“ความหละหลวมตรงนี้ สะท้อนให้เห็นชัดเจนจากเหตุการณ์ร้ายแรงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ที่ชี้ให้เห็นว่าระบบกำกับดูแลอาวุธปืนของไทยปล่อยปละละเลย จนเด็กและเยาวชนสามารถแอบพกอาวุธไปโรงเรียนได้ง่ายเกินไป ซึ่งปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องปืนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอาวุธมีดอีกด้วย”
— อาจารย์ ดร.ตฤณห์ กล่า
ช่องโหว่ใหญ่จากการซื้อ-ขายอาวุธปืนออนไลน์

จากการตรวจสอบของสำนักข่าว CNA พบว่า “การซื้ออาวุธปืนในประเทศไทยผ่านช่องทางลับบนโลกออนไลน์ดูเหมือนจะทำได้ง่ายและรวดเร็ว”
มีอาวุธปืนหลากหลายรุ่นถูกโฆษณาซื้อขายอย่างเปิดเผยบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Line และ X โดยอาวุธเหล่านี้ดูเหมือนจะหาซื้อได้ง่าย แม้ว่ารัฐบาลไทยจะเคยประกาศ ‘ระงับ’ การออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนรายใหม่ และเคยให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการซื้อขายปืนผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดก็ตาม
หลังจากที่ผู้สื่อข่าวของ CNA แกล้งส่งข้อความไปสอบถามโดยไม่เปิดเผยตัวตน บัญชีออนไลน์รายหนึ่งได้เสนอขายอาวุธปืนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน พร้อมแม็กกาซีนและกระสุนให้กับผู้สื่อข่าวของ CNA ในราคา 5,500 บาท โดยอ้างว่าสามารถจัดส่งแบบด่วนพิเศษถึงมือได้ภายใน 1-2 วัน
ผู้ขายรายดังกล่าวอธิบายว่า “ปืนกระบอกนี้พร้อมใช้งานทันที โดยเป็นปืนที่หลุดมาจากโรงรับจำนำ จึงไม่สามารถนำไปขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้”
ตามเอกสารกฎหมายแล้ว การควบคุมปืนของไทยถือว่าเข้มงวดมาก ซึ่งกำหนดให้พลเมืองอายุ 20 ปีขึ้นไปเท่านั้นที่มีสิทธิ์ยื่นขอครอบครองปืนได้ และก่อนที่จะมีการ ‘ระงับ’ การออกใบอนุญาตในปัจจุบัน ขั้นตอนการซื้อปืนอย่างถูกกฎหมายต้องใช้เวลานานราว 2 เดือน
เนื่องจากรัฐธรรมนูญไทยไม่ได้ให้สิทธิพลเมืองพกอาวุธโดยอิสระ ผู้ขอซื้อจึงต้องระบุเหตุผลความจำเป็นอย่างชัดเจน ต้องผ่านการตรวจประวัติอาชญากรรม ตรวจคุณสมบัติ ได้รับใบอนุญาตซื้อ และต้องนำปืนไปตรวจเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นชื่อตัวเองแยกต่างหาก
แต่ในความเป็นจริง ปืนเถื่อนที่ไม่มีการขึ้นทะเบียนกลับหาซื้อได้ง่ายมากบนโลกออนไลน์ และพร้อมส่งตรงถึงมือผู้ซื้อทุกคนภายในเวลาเพียง 1-2 วันเท่านั้น
อาจารย์ ดร.ตฤณห์ ชี้ว่า “มาตรการระงับใบอนุญาตใหม่ หรือการสุ่มตรวจใบอนุญาตเดิม เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและช่วยได้แค่บางส่วนเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถแก้ที่ต้นตอของปัญหาได้ ซึ่งต้นเหตุที่แท้จริงของเหตุกราดยิง มักเกิดจากการที่คนในครอบครัวสามารถเข้าถึงอาวุธปืนในบ้านได้ง่ายเกินไป”
“ช่องโหว่ของระบบมักเกิดขึ้นหลังจากที่มีการซื้อปืนอย่างถูกกฎหมายไปแล้ว แม้กฎหมายควบคุมปืนของไทยจะเข้มงวดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ความล้มเหลวที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย แต่อยู่ที่การขาดการบังคับใช้ ขาดการตรวจสอบ และไม่มีการติดตามผลเกี่ยวกับอาวุธปืนที่มีอยู่ในระบบ”
“นอกจากนี้ การที่รัฐไม่สามารถควบคุมปืนนอกระบบนับล้านกระบอกได้ กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไทยบางส่วนมองว่า ทางออกของปัญหาไม่ใช่การตั้งเป้าลดจำนวนปืนลง แต่คือการเตรียมความพร้อมและการสนับสนุนให้พลเมืองครอบครองปืนอย่างมีความรับผิดชอบแทน”
— อาจารย์ ดร.ตฤณห์ กล่าว
ความรุนแรงในสถานศึกษาที่ ‘ไร้การควบคุม’

บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า “การจำกัดการเข้าถึงอาวุธปืนอาจช่วยลดเหตุความรุนแรงที่ถึงแก่ชีวิตลงได้ แต่ไม่จำเป็นว่าจะสามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอ หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความรุนแรงเหล่านั้นขึ้นในประเทศไทย”
ประเทศไทยยังมีปัญหาสังคมในวงกว้างที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะในสถานศึกษาที่ปัญหาวงจร ‘ความรุนแรงในหมู่เยาวชนที่ขาดการควบคุมดูแล’ ยังคงดำเนินอยู่
งานวิจัยของ ผศ.ดร.เปศล ชอบผล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า “การใช้ความรุนแรงและการล่วงละเมิดมักถูกมองเป็นเรื่องปกติในโรงเรียนขนาดใหญ่ตามเขตเมือง ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในกลุ่มนักเรียนด้วยกันเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นระหว่างครูหรือบุคลากรกับนักเรียนด้วย สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้เยาวชนซึมซับว่า ‘พฤติกรรมก้าวร้าวเป็นสิ่งที่ยอมรับได้’”
นอกจากนี้ ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนยังถูกกระพือให้รุนแรงยิ่งขึ้นจากการนำเสนอข่าวของสื่อที่เน้นขายความรุนแรงเพื่อเรียกกระแส เนื่องจากรายการข่าวในไทยมักชอบเอาคลิปวิดีโอดิบ ๆ มาฉายวนซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์นักเรียนตีกัน เหตุทะเลาะวิวาทบนท้องถนน การปล้นชิงทรัพย์ หรือคดีฆาตกรรม
“ผมคิดว่าสิ่งนี้ทำให้เด็ก ๆ เกิดความด้านชาต่อความโหดร้าย และยังกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบที่อันตรายสำหรับนักเรียนบางคนที่ต้องการระบายความโกรธของตัวเองออกมา”
— ผศ.ดร.เปศล ระบุ
ความกังวลเรื่องพฤติกรรมเลียนแบบเริ่มส่งผลให้เห็นเด่นชัดขึ้น นับตั้งแต่เกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม แถมล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเลยต้องประกาศงดการเรียนการสอนทันที หลังพบนักเรียนคนหนึ่งขู่กับเพื่อนว่าจะก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนตามแบบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.เปศล ชี้ว่า “โรงเรียนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังขาดความพร้อมและไม่มีเครื่องมือเพียงพอที่จะเข้ามาช่วยระงับเหตุก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย”
งานวิจัยชี้ว่า “ครูไทยยังขาดเครื่องมือในการรับมือกับการบูลลี่และความขัดแย้งในโรงเรียน ซ้ำร้ายระบบอาวุโสแบบดั้งเดิมยังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้นักเรียนไม่กล้าขอความช่วยเหลือ และทำให้ครูรุ่นใหม่ไม่สามารถโต้แย้งวิธีการแก้ปัญหาของโรงเรียนได้”
“ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ แทนที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่ซับซ้อนอย่างการบูลลี่หรือการแบนเพื่อน หลายโรงเรียนกลับเลือกที่จะเพิกเฉย ตอนนี้ครูกลัวการถูกทัวร์ลง หรือโดนประจานบนโลกโซเชียลมาก พวกเขาเลยเลือกที่จะเพิกเฉยและไม่เสี่ยงทำอะไรเลยเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง”
— งานวิจัยของ ผศ.ดร.เปศล ระบุ





