สำนักข่าว CNBC รายงานว่า จากผลวิจัยระบุว่า “การเจริญสติหรือการทำสมาธิมีประสิทธิภาพในการลดความวิตกกังวลเช่นเดียวกับยาต้านอาการซึมเศร้าที่สั่งจ่ายโดยทั่วไป”
การศึกษานี้นำโดยนักวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เป็นการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มตัวอย่างครั้งแรกเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการทำสมาธิสติกับ ‘ยา escitalopram หรือ เอสซิตาโลแพรม’ ที่ต้านอาการซึมเศร้า โดยผลการวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ‘JAMA Psychiatry’ ซึ่งเป็นวารสารที่ผ่านการ peer-reviewed หรือ พิชญพิจารณ์มาแล้ว
ผู้เข้าร่วมที่เป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มเจริญสติจะได้ฝึกสมาธิวันละ 45 นาทีโดยใช้เทคนิคต่างๆ 2-3 อย่างที่ได้เรียนรู้ในชั้นเรียนประจำสัปดาห์ โดยเทคนิคการทำสมาธิ ซึ่งรวมถึงการรับรู้ลมหายใจ Body scanning หรือการเยียวยาร่างกายและจิตใจ ด้วยการส่งจิตไปยังร่างกายเพื่อผ่อนคลายความกังวลและการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ
ขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมในกลุ่มยาต้านอาการซึมเศร้าจะได้รับยา escitalopram 10 มก. ทุกวันในสัปดาห์แรก จากนั้นจะเพิ่มเป็น 20 มก./วัน สำหรับการวิจัยที่เหลืออยู่หากยาได้ผลดี ทั้งนี้ มีผู้ป่วย 102 รายในกลุ่มเจริญสติและ 106 รายในกลุ่มยาต้านซึมเศร้า escitalopram ซึ่งจำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘Lexapro’ และ ‘Cipralex’ เป็นต้น
หลังจากติดตามผลการศึกษาทั้ง 2 กลุ่มเป็นเวลา 8 สัปดาห์ นักวิจัยพบว่า ผู้ที่ทำสมาธิแบบเจริญสติสามารถคลายความวิตกกังวลของพวกเขาได้ดีขึ้นเกือบๆ เท่ากับผู้ที่รับประทานยาต้านอาการซึมเศร้า
ดร.เอลิซาเบธ โฮจ ผู้อำนวยการโครงการวิจัยโรควิตกกังวลแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวว่า “ผลการวิจัยสนับสนุนแพทย์ที่แนะนำให้ทำสมาธิแบบเจริญสติแทนยาต้านอาการซึมเศร้าสำหรับผู้ป่วยบางราย หลายคนกังวลว่ายาต้านอาการซึมเศร้าจะรบกวนชีวิตประจำวันของพวกเขา และบางคนที่เริ่มใช้ยาแต่ก็หยุดไป นอกจากนี้ การศึกษายังแสดงหลักฐานให้เห็นแล้วว่า การทำสมาธิเจริญสติช่วยบำบัดความวิตกกังวลได้”
จากการศึกษาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร ‘Lancet Psychiatry’ พบว่า โรควิตกกังวลเป็นอาการป่วยทางจิตที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนราว 301 ล้านคนทั่วโลก
การศึกษานี้นำโดยนักวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เป็นการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มตัวอย่างครั้งแรกเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการทำสมาธิสติกับ ‘ยา escitalopram หรือ เอสซิตาโลแพรม’ ที่ต้านอาการซึมเศร้า โดยผลการวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ‘JAMA Psychiatry’ ซึ่งเป็นวารสารที่ผ่านการ peer-reviewed หรือ พิชญพิจารณ์มาแล้ว
ผู้เข้าร่วมที่เป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มเจริญสติจะได้ฝึกสมาธิวันละ 45 นาทีโดยใช้เทคนิคต่างๆ 2-3 อย่างที่ได้เรียนรู้ในชั้นเรียนประจำสัปดาห์ โดยเทคนิคการทำสมาธิ ซึ่งรวมถึงการรับรู้ลมหายใจ Body scanning หรือการเยียวยาร่างกายและจิตใจ ด้วยการส่งจิตไปยังร่างกายเพื่อผ่อนคลายความกังวลและการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ
ขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมในกลุ่มยาต้านอาการซึมเศร้าจะได้รับยา escitalopram 10 มก. ทุกวันในสัปดาห์แรก จากนั้นจะเพิ่มเป็น 20 มก./วัน สำหรับการวิจัยที่เหลืออยู่หากยาได้ผลดี ทั้งนี้ มีผู้ป่วย 102 รายในกลุ่มเจริญสติและ 106 รายในกลุ่มยาต้านซึมเศร้า escitalopram ซึ่งจำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘Lexapro’ และ ‘Cipralex’ เป็นต้น
หลังจากติดตามผลการศึกษาทั้ง 2 กลุ่มเป็นเวลา 8 สัปดาห์ นักวิจัยพบว่า ผู้ที่ทำสมาธิแบบเจริญสติสามารถคลายความวิตกกังวลของพวกเขาได้ดีขึ้นเกือบๆ เท่ากับผู้ที่รับประทานยาต้านอาการซึมเศร้า
ดร.เอลิซาเบธ โฮจ ผู้อำนวยการโครงการวิจัยโรควิตกกังวลแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวว่า “ผลการวิจัยสนับสนุนแพทย์ที่แนะนำให้ทำสมาธิแบบเจริญสติแทนยาต้านอาการซึมเศร้าสำหรับผู้ป่วยบางราย หลายคนกังวลว่ายาต้านอาการซึมเศร้าจะรบกวนชีวิตประจำวันของพวกเขา และบางคนที่เริ่มใช้ยาแต่ก็หยุดไป นอกจากนี้ การศึกษายังแสดงหลักฐานให้เห็นแล้วว่า การทำสมาธิเจริญสติช่วยบำบัดความวิตกกังวลได้”
จากการศึกษาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร ‘Lancet Psychiatry’ พบว่า โรควิตกกังวลเป็นอาการป่วยทางจิตที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนราว 301 ล้านคนทั่วโลก



