‘โมร็อกโก’ ทีมฟุตบอลที่สำเร็จจากฝีแข้งนักเตะต่างชาติ

16 ธ.ค. 2565 - 15:07

  • โมร็อกโกทำได้อย่างไร พาทีมเข้ารอบฟุตบอลโลกด้วยนักเตะที่มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นพลเมืองต่างชาติ

morocco_players_foreign_born_in_FIFA_World_Cup_2022_SPACEBAR_Thumbnail_29629c3252.jpeg
แม้เป็นที่น่าเสียดายในการแข่งขันรอบรองชนะเลิศของศึกฟุตบอลโลก กาตาร์ 2022 ซึ่งทีม "ตราไก่" แห่งฝรั่งเศส เอาชนะฟุตบอลทีมชาติโมร็อกโกด้วยคะแนน 2-0 ทำให้โมร็อกโกพลาดโอกาสที่จะเป็นทีมจากชาติอาหรับชาติแรกที่เข้ารอบลึกถึงรอบชิงชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอลโลก ชัยชนะของทีมชาติฝรั่งเศสจะทำให้การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2022 ซึ่งฝรั่งเศสจะพบกับอาร์เจนตินา นับว่าเป็นคู่ที่สู่สีและจะถือเป็นอีกหนึ่งแมตช์หยุดโลกเลยก็ว่าได้ 

ว่ากันว่าการแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นมากกว่ากีฬา แต่มันยังเกี่ยวข้องกับการเมือง อัตลักษณ์และวัฒนธรรมของประเทศนั้น เกมการแข่งขันระหว่างโมร็อกโกกับฝรั่งเศสจึงอาจมองได้ว่า มีนัยทางประวัติศาสตร์ด้วย เพราะครั้งหนึ่งช่วงปี 1912–1956 ดินแดนโมร็อกโกเคยเป็นเขตอาณานิคมฝรั่งเศสมาก่อน (French protectorate in Morocco) 

นั่นทำให้บริบทความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสกับโมร็อกโก ไม่ใช่แค่เกมในสนาม แต่ยังรวมถึงประวัติศาสตร์อันซับซ้อนและยาวนานระหว่างทั้งสองชาติที่ถูกกั้นด้วยทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 

ทีมชาติโมร็อกโกสร้างประวัติเข้าสู่รอบชิงชนะ จากการที่เอาชนะโปรกุเกสไปด้วยเฉียดฉิวในนาทีท้ายเกม แม้จะตกรอบในเกมระหว่างฝรั่งเศส แต่การที่ทีมชาติโมร็อกโกเข้ารอบลึกถึงขนาดนี้ ก็นับว่าเป็นประวัติศาสตร์มิติใหม่ของทีมชาติที่นักเตะมากกว่าครึ่งเป็นผู้เล่นที่มาจากต่างชาติ 
morocco_players_foreign_born_in_FIFA_World_Cup_2022_SPACEBAR_Photo01_1_16f519d170.jpeg
แฟนบอลโมร็อกโกใส่เสื้อทีม ‘ราชสีห์แห่งแอตลัส’ ขณะชมการแข่งขันระหว่างทีมชาติฝรั่งเศส (Photo: KARIM JAAFAR / AFP)

นักเตะต่างชาติถูกเหยียด

ความพ่ายแพ้ของทีมชาติโมร็อกโกแม้จะพ่ายฝรั่งเศสไปอย่างน่าเสียดาย แต่ความสำเร็จของทีม "ราชสีห์แห่งแอตลัส" นับว่าไม่ธรรมดา ด้วยฝีมือจากนักเตะ 14 คนจากทั้งหมด 26 ของทีมชาติโมร็อกโก ล้วนเป็นนักเตะจากต่างชาติ ตั้งแต่สเปน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อิตาลี และเบลเยียม แต่ด้วยหลากหลายปัจจัยและหลายเหตุผลที่แตกต่างกัน ทำให้นักเตะเหล่านั้นไม่อาจเล่นให้ทีมชาติของตนเองได้  

นักเตะต่างชาติบางรายที่ตัดสินใจเล่นให้ทีมชาติโมร็อกโก ต่างได้รับคำวิจารณ์อย่างหนัก เช่น มาร์โก ฟาน บาสเทน ตำนานฟุตบอลชาวดัตช์ตำหนิฮาคิม ซิเยคว่า "โง่" ที่เลือกเล่นให้โมร็อกโกมากกว่ารับใช้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ไม่ต่างกับอัชราฟ ฮาคิมี หนึ่งในนักเตะกองหลังดังระดับโลกเชื้อสายโมร็อกโก กลับเลือกเล่นให้ทีมชาติโมร็อกโกมากกว่าทีมชาติสเปน โดยครั้งหนึ่งที่ฮาคิมี เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อระหว่างที่ฝึกสอนให้นักเตะเยาวชนของสเปน เขากล่าวว่า แม้ตัวเขาจะเกิดที่สเปน แต่กลับมีสิ่งที่เขารู้สึกว่าขาดหายไปและเหมือนสเปนยังไม่ใช่บ้านของเขา เขารู้สึกใกล้ชิดกับวัฒนธรรมอาหรับความเป็นโมร็อกโกมากว่า แม้จะเกิดที่สเปนก็ตาม 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักฟุตบอลทีมชาติหลายประเทศต่างก็มีเชื้อสายต่างชาติ แต่เมื่อพวกเขาพ่ายแพ้ กลับถูกคนในประเทศนั้นๆ ตีตราด้อยค่าพวกเขาเอง ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายโดยเฉพาะทีมชาติฝรั่งเศสและเยอรมนี ครั้งหนึ่งที่ทีมชาติฝรั่งเศสเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1998 นักแตะในครั้งนั้นได้รับฉายาว่า 'Black, Blanc, Beur' เนื่องจากเป็นการอธิบายว่ามีสัดส่วนของนักเตะที่เป็นคนผิวสี ชาวอาหรับ และชาวยิว ในทีมมากกว่าเชื้อสายฝรั่งเศสแท้ๆ  

ในปี 2011 อดีตโค้ชทีมชาติฝรั่งเศสโลร็องต์ บล็องก์ ถูกกล่าวหาว่าให้เลือกให้โควตากับผู้เล่นผิวขาวมากกว่า โดยอ้างว่า สัดส่วนนักเตะในทีมชาติตราไก่มีผิวสีกับอาหรับมากเกินไป และมีผู้เล่นผิวขาวไม่เพียงพอไม่สอดคล้องกับปูมหลังทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ 

ผู้เล่นจากภูมิหลังเฉพาะโดยอ้างว่ามีผู้เล่น "ผิวดำและอาหรับมากเกินไป" ในระบบของฝรั่งเศส และมีผู้เล่นผิวขาวไม่เพียงพอ "กับวัฒนธรรมของเรา ประวัติศาสตร์ของเรา" 

เช่นเดียวกับ เมซุต โอซิล นักเตะเชื้อสายตุรกีที่ลาออกจากทีมชาติเยอรมนี เพราะถูกวิจารณ์หลังทีมชาติเยอรมนีตกรอบ หรือ คาริม เบนเซมา ของฝรั่งเศส และโรเมลู ลูกากู ของเบลเยียม ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์แบบมีเงื่อนไขกับความเป็นพลเมืองของพวกเขา เมื่อพวกเขาเล่นให้กับทีมชาติของตน นักเตะผิวสีบางคนก็ถูกวิจารณ์เชิงเหยียดผิวอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด, จาดอน ซานโช และ บูกาโย ซากา เหตุเพราะพลาดดวลจุดโทษจนทำให้ทีมตกรอบ
 

แม้พ่ายแต่ได้สร้างประวัติศาสตร์

สำหรับโมร็อกโกที่ผ่านมาผลงานเกินความคาดหมายด้วยการผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ โดยเอาชนะเบลเยียม แคนาดา สเปน และโปรตุเกสไปพร้อมกัน นับตั้งแต่เอาชนะเบลเยียม โมร็อกโกหวังเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย และความหวังที่เพิ่มขึ้นเมื่อเอาชนะสเปนได้ แถมยังเอาชนะโปรตุเกส  

แม้การแข่งขันในวันพุธระหว่างฝรั่งเศสที่อัล บายต์ สเตเดียม โมร็อกโกจะไม่ได้เข้ารอบแต่ความพ่ายแพ้ของโมร็อกโก กลับไม่ได้รับผลกระทบต่อนักเตะต่างชาติที่อยู่ในทีมราชสีห์แห่งแอตลัส ฟาติมา หนึ่งในแฟนบอลทีมโมร็อกโกกล่าวว่า แม้ทีมชาติจะแพ้ 2-0 แต่พวกเขาภูมิใจในทีม ภูมิใจในนักเตะ แม้จะพ่ายแพ้แต่ทีมก็สร้างประวัติศาสตร์ต่อวงการฟุตบอลของกลุ่มชาติอาหรับไปอย่างสิ้นเชิง นี่ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เราคือแชมเปียน 

อามีน ผู้สนับสนุนชาวโมร็อกโกอีกคนกล่าว “พวกเขาภูมิใจ นั่นคือสิ่งที่ความรู้สึกของแฟนบอลในตอนนี้ พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์ พวกเขายังเป็นทีมอายุน้อย และตอนนี้เรามีความทะเยอทะยานสำหรับฟุตบอลโลกในอนาคต เราจะไม่ยอมแพ้ตอนนี้ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงความคิด มีความคิดแบบผู้ชนะที่ปลูกฝังในตัวผู้เล่น ทีม และประเทศในตอนนี้ สิ่งนี้จะเปลี่ยนคนรุ่นหลังของเรา ชัยชนะของโมร็อกโกแสดงให้เห็นว่าทีมจากแอฟริกาสามารถบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้" 

สำหรับโมร็อกโก ปัจจุบันเป็นชาติที่มีประชากร 36 ล้านคน แต่เป็นหนึ่งในชาติแอฟริกาที่เต็มไปด้วยปัญหามากมาย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ นั่นทำให้ชาวโมร็อกโกจำนวนมากเลือกที่จะเดินทางออกไปแสวงหาโอกาสยังต่างแดน สำหรับอดีตเจ้าอาณานิคมและคู่แข่งในสนามอย่างฝรั่งเศส ปัจจุบันมีชาวโมร็อกโกอยู่ในฝรั่งเศสมากกว่า 780,000 คน  ตามรายงานของสถาบันสถิติและเศรษฐกิจแห่งฝรั่งเศส  

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลโมร็อกโกนอกเหนือจากพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศแล้ว พวกเขายังเริ่มดำเนินการออกนโยบายเพื่อดึงชาวโมร็อกโกในต่างแดน ตลอดจนแรงงานมีทักษะเข้าประเทศ โมร็อกโกได้จัดตั้งระบบการสอดแนมที่ชุมชนพลัดถิ่นขนาดใหญ่อาศัยอยู่ทั่วยุโรปตอนกลางและตอนใต้ นั่นมีความหมายอย่างมากโดยเฉพาะในแวดวงกีฬา โดยเฉพาะนักเตะที่อยู่ในสโมสรหรือทีมต่างชาติ กลับมาเล่นให้โมร็อกโก  

ซาลิม มาซูด ซาอิด ผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอลแอฟริกัน เผยกับสำนักข่าว ABC ของออสเตรเลียว่า โมร็อกโกมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับชาตอื่นที่พยายามโน้มน้าวให้นักเตะดังอยาง โคดี กัคโป, เอ็ดดี เอ็นเคเทียห์ และคัลลัม ฮัดสัน-โอดอย เลือกเล่นให้ทีมชาติโมร็อกโก ซาอิดกล่าวว่า หากเจ้าหน้าที่สมาคมทีมฟุตบอลโมร็อกโกรู้ว่า นักเตะพลัดถิ่นเชื้อสายโมร็อกโกมีสิทธิ์ย้ายทีม พวกเขาจะเชิญบรรดานักเตะเข้าไปที่แคมป์ฝึกซ้อมของสโมสร ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าทีมชาติโมร็อกโกคือหนึ่งในชาติที่ทุ่มให้กับวงการฟุตบอลมากที่สุดในโลก 

ซาอิด เผยว่า พระเจ้าโมฮัมเหม็ดที่ 6 แห่งโมร็อกโก พระองค์ทุ่มเงินมากกว่า 10 ล้านยูโร ให้กับวงการฟุตบอลในแต่ละปี พวกเขายังสร้างอะคาเดมีฝึกซ้อมที่เหนือกว่าสโมสรแคลร์ฟงแตนของฝรั่งเศส "นอกจากแอฟริกาใต้แล้ว ไม่มีประเทศใดในแถบทวีปแอฟริกาที่ลงทุนกับวงการฟุตบอลมากเท่ากับโมร็อกโก"  

ซาอิดเผยว่า เขาเคยเยี่ยมชมศูนย์เทคนิคกีฬาแห่งชาติโมร็อกโกในเมืองราบัต โดยว่าที่นี่ไม่เป็นเพียงศูนย์กีฬาแห่งชาติที่ดีที่สุดในแอฟริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในศูนย์กีฬาที่ดีที่สุดในโลกด้วย  "ผมคิดว่าสหพันธ์ [ฟุตบอล] หลายแห่งในแอฟริกา โดยเฉพาะสมาคมชั้นนำ ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานแบบนี้" 

นอกจากฟุตบอลโลกชายครั้งนี้แล้ว โมร็อกโกยังผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกหญิงในปีหน้าได้สำเร็จ และทีมสโมสรทั้งในเกมหญิงและชายก็คว้าแชมป์แอฟริกันแชมเปียนส์ลีก และไม่ว่าผลการชิงที่สามกับทีมชาติโครเอเชียจะเป็นเช่นไร แต่สุดท้ายผลงานของโมร็อกโกจะส่งผลระยะยาวต่อทั้งวงการกีฬา ตลอดจนแนวทางพัฒนาประเทศที่จะส่งผลระยะยาวต่อวิธีการที่ประเทศในแอฟริกาจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐาน และการมอบโอกาสต่อพลเมืองพลัดถิ่นที่มีความสามารถ ดังนั้นความสำเร็จของโมร็อกโกที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ในอนาคตอาจเป็นไปได้ที่อนาคตจะมีนักเตะเชื้อสายโมร็อกโกที่อยู่ในฝรั่งเศส สเปน หรือเยอรมนี อาจกลับมาเล่นให้ทีมชาติโมร็อกโก เรียกว่าเสมือนใช้ความสำเร็จด้านกีฬาดึงคนมีความสามารถเข้าประเทศ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์