เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ครบรอบ 2 ปีที่รัฐบาลทหารเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ซึ่งจนถึงวันนี้ สถานการณ์การเมืองในเมียนมายังไม่มีอะไรดีขึ้น ประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐบาลทหารยังคงถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน มีพลเมืองถูกจับกุม ถูกฆ่าจำนวนมากโดยที่ไม่สามารถเอาผิดกับผู้ก่อเหตุได้
ล่าสุด องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) นำเสนอรายงานว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา โดยระบุว่า ประชาคมโลกล้มเหลวเป็นปีที่ 2 ในการแก้ไขวิกฤตเมียนมาหลังการรัฐประหาร พร้อมทั้งเรียกร้องให้ร่วมกันต่อต้านการเลือกตั้งทั่วประเทศที่รัฐบาลทหารเมียนมาหวังใช้เป็นช่องทางในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ตัวเอง
ทอม แอนดรูวส์ ผู้เขียนรายงานพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาของยูเอ็น มีความเห็นว่า “วันครบรอบปีที่ 2 ของการก่อรัฐประหารเป็นปีที่ 2 ของความล้มเหลวของประชาคมโลกในการแก้วิกฤตในเมียนมาอย่างมีประสิทธิภาพ”
“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่มีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและอาชญากรรมสงครามอย่างเป็นระบบโดยรัฐบาลทหาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2,900 ราย ซึ่งตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ และมีนักโทษการเมืองถูกจับกุมอย่างน้อย 17,500 คน บ้านเรือนและสถานพยาบาล และโรงเรียนอย่างน้อย 38,000 แห่งถูกเผาทำลายโดยฝ่ายรัฐบาลทหาร นอกจากนี้ ประชาชน 1.5 ล้านคนยังพลัดถิ่นฐาน นักเรียนกว่า 4 ล้านไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา ประชาชน 17.6 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในปีนี้” แอนดรูวส์ กล่าว
ด้าน Acled องค์กรรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความขัดแย้งและการสู้รบทั่วโลก บอกว่า มีประชาชนในเมียนมาเสียชีวิตเกือบ 19,000 รายในปีที่แล้ว จากการกวาดล้างผู้ประท้วง จนนำไปสู่การลุกฮือจับอาวุธเพื่อต่อสู้กับกองทัพเมียนมา
แอนดรูว์ ยังบอกว่า รัฐบาลทหารเมียนมาเตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายในปีนี้ ด้วยความหวังว่าประชาคมโลกจะยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่เมียนมาไม่สามารถมีการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมได้ หากยังมีการจับกุม ทรมาน และสังหารฝ่ายต่อต้าน ชาติสมาชิกยูเอ็น องค์กรระหว่างประเทศ และองค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้ง จึงไม่ควรให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคในการจัดการเลือกตั้งแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งเมียนมา รวมทั้งไม่ควรส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งไปเมียนมา
แอนดรูว์ เปรียบเทียบกรณีของเมียนมากับการทำสงครามของรัสเซียในยูเครน ที่รัฐบาลหลายชาติผนึกกำลังกันอย่างมีประสิทธิภาพ และออกมาตรการร่วมกันเพื่อลงโทษรัสเซีย เช่น การคว่ำบาตร แต่ในกรณีของเมียนมา กลับไม่มีความร่วมมือแบบเดียวกัน จึงอยากร้องขอให้ประชาคมโลกให้ความสำคัญกับวิกฤตเมียนมาในแบบเดียวกัน
ด้าน โนลีน เฮย์เซอร์ ทูตพิเศษของยูเอ็นกรณีเมียนมา บอกว่า การเลือกตั้งที่จัดโดยกองทัพเมียนมา จะยิ่งทำให้ให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ และทำให้การกลับสู่ประชาธิปไตยและเสถียรภาพเป็นไปได้ยากมากขึ้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลกแสดงจุดยืนร่วมกัน และเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเข้มแข็งเพื่อต่อต้านการเลือกตั้ง
ล่าสุด องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) นำเสนอรายงานว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา โดยระบุว่า ประชาคมโลกล้มเหลวเป็นปีที่ 2 ในการแก้ไขวิกฤตเมียนมาหลังการรัฐประหาร พร้อมทั้งเรียกร้องให้ร่วมกันต่อต้านการเลือกตั้งทั่วประเทศที่รัฐบาลทหารเมียนมาหวังใช้เป็นช่องทางในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ตัวเอง
ทอม แอนดรูวส์ ผู้เขียนรายงานพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาของยูเอ็น มีความเห็นว่า “วันครบรอบปีที่ 2 ของการก่อรัฐประหารเป็นปีที่ 2 ของความล้มเหลวของประชาคมโลกในการแก้วิกฤตในเมียนมาอย่างมีประสิทธิภาพ”
“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่มีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและอาชญากรรมสงครามอย่างเป็นระบบโดยรัฐบาลทหาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2,900 ราย ซึ่งตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ และมีนักโทษการเมืองถูกจับกุมอย่างน้อย 17,500 คน บ้านเรือนและสถานพยาบาล และโรงเรียนอย่างน้อย 38,000 แห่งถูกเผาทำลายโดยฝ่ายรัฐบาลทหาร นอกจากนี้ ประชาชน 1.5 ล้านคนยังพลัดถิ่นฐาน นักเรียนกว่า 4 ล้านไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา ประชาชน 17.6 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในปีนี้” แอนดรูวส์ กล่าว
ด้าน Acled องค์กรรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความขัดแย้งและการสู้รบทั่วโลก บอกว่า มีประชาชนในเมียนมาเสียชีวิตเกือบ 19,000 รายในปีที่แล้ว จากการกวาดล้างผู้ประท้วง จนนำไปสู่การลุกฮือจับอาวุธเพื่อต่อสู้กับกองทัพเมียนมา
แอนดรูว์ ยังบอกว่า รัฐบาลทหารเมียนมาเตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายในปีนี้ ด้วยความหวังว่าประชาคมโลกจะยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่เมียนมาไม่สามารถมีการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมได้ หากยังมีการจับกุม ทรมาน และสังหารฝ่ายต่อต้าน ชาติสมาชิกยูเอ็น องค์กรระหว่างประเทศ และองค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้ง จึงไม่ควรให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคในการจัดการเลือกตั้งแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งเมียนมา รวมทั้งไม่ควรส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งไปเมียนมา
แอนดรูว์ เปรียบเทียบกรณีของเมียนมากับการทำสงครามของรัสเซียในยูเครน ที่รัฐบาลหลายชาติผนึกกำลังกันอย่างมีประสิทธิภาพ และออกมาตรการร่วมกันเพื่อลงโทษรัสเซีย เช่น การคว่ำบาตร แต่ในกรณีของเมียนมา กลับไม่มีความร่วมมือแบบเดียวกัน จึงอยากร้องขอให้ประชาคมโลกให้ความสำคัญกับวิกฤตเมียนมาในแบบเดียวกัน
ด้าน โนลีน เฮย์เซอร์ ทูตพิเศษของยูเอ็นกรณีเมียนมา บอกว่า การเลือกตั้งที่จัดโดยกองทัพเมียนมา จะยิ่งทำให้ให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ และทำให้การกลับสู่ประชาธิปไตยและเสถียรภาพเป็นไปได้ยากมากขึ้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลกแสดงจุดยืนร่วมกัน และเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเข้มแข็งเพื่อต่อต้านการเลือกตั้ง

นอกจากเจ้าหน้าที่ยูเอ็นจะออกมาคัดค้านการเลือกตั้งในเมียนมาแล้ว สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรหลายประเทศคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อเมียนมาในวันอังคาร (31 ม.ค.) โดยหน่วยงานและบุคคลที่ถูกขึ้นบัญชีดำ มีทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ด้านพลังงาน และสมาชิกในรัฐบาลทหาร
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคล 6 คน และองค์กร 3 แห่งของเมียนมา รวมถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง บริษัทเหมืองและผู้บริหาร กระทรวงพลังงาน และเจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่กองทัพ โดยทั้งหมดจะไม่สามาถเข้าถึงเงินและทรัพยากรที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ ได้
โฆษกกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ระบุว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทเมียนมา ออยล์ แอนด์ แก๊ส เอ็นเตอร์ไพรส์ (MOGE) ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของรัฐและแหล่งผลิตรายได้ใหญ่ที่สุดรายเดียวของรัฐบาลทหาร โดยกรรมการผู้จัดการและรองกรรมการผู้จัดการถูกขึ้นบัญชีดำ
ส่วนแคนาดาคว่ำบาตรบุคคล 6 คน และห้ามการส่งออก การจำหน่าย จัดหา หรือจัดส่งเชื้อเพลิงอากาศยานแก่เมียนมา เช่นเดียวกับออสเตรเลีย คว่ำบาตรสมาชิกในรัฐบาลทหารและบริษัทที่ควบคุมโดยกองทัพ ส่วนสหราชอาณาจักรคว่ำบาตรบริษัท 2 แห่ง และบุคคล 2 คนที่มีส่วนจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยานให้กองทัพอากาศ ที่ใช้ในปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีพลเรือน
แต่ท่ามกลางกระแสกดดันรอบด้านที่ปรากฏ สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติของเมียนมา ซึ่งจัดประชุมเมื่อวันอังคาร มีมติให้ขยายเวลาบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปอีก 6 เดือน เนื่องจากประเทศยังคงมีสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และยังต้องการเวลาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจัดเลือกตั้งที่ราบรื่นและเรียบร้อย
พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร กล่าวในการประชุมว่า การเลือกตั้งแบบหลายพรรคการเมืองจะต้องจัดขึ้นตามความปรารถนาของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาไม่เคยกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน นอกจากบอกว่า อาจจัดขึ้นภายในเดือน ส.ค. และเนื่องจากการเลือกตั้งไม่สามารถจัดได้ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้การเลือกตั้งอาจล่าช้าออกไปอีก
ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กองทัพสามารถปฏิบัติงานของฝ่ายรัฐบาลได้ทั้งหมด โดยมอบอำนาจทั้งทางนิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหารแก่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย
เห็นทรงอย่างแบดของรัฐบาลทหารเมียนมาแบบนี้ น่าจะพอเดาอนาคตวิกฤตการเมืองในประเทศนี้ได้ไม่ยากว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคล 6 คน และองค์กร 3 แห่งของเมียนมา รวมถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง บริษัทเหมืองและผู้บริหาร กระทรวงพลังงาน และเจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่กองทัพ โดยทั้งหมดจะไม่สามาถเข้าถึงเงินและทรัพยากรที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ ได้
โฆษกกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ระบุว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทเมียนมา ออยล์ แอนด์ แก๊ส เอ็นเตอร์ไพรส์ (MOGE) ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของรัฐและแหล่งผลิตรายได้ใหญ่ที่สุดรายเดียวของรัฐบาลทหาร โดยกรรมการผู้จัดการและรองกรรมการผู้จัดการถูกขึ้นบัญชีดำ
ส่วนแคนาดาคว่ำบาตรบุคคล 6 คน และห้ามการส่งออก การจำหน่าย จัดหา หรือจัดส่งเชื้อเพลิงอากาศยานแก่เมียนมา เช่นเดียวกับออสเตรเลีย คว่ำบาตรสมาชิกในรัฐบาลทหารและบริษัทที่ควบคุมโดยกองทัพ ส่วนสหราชอาณาจักรคว่ำบาตรบริษัท 2 แห่ง และบุคคล 2 คนที่มีส่วนจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยานให้กองทัพอากาศ ที่ใช้ในปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีพลเรือน
แต่ท่ามกลางกระแสกดดันรอบด้านที่ปรากฏ สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติของเมียนมา ซึ่งจัดประชุมเมื่อวันอังคาร มีมติให้ขยายเวลาบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปอีก 6 เดือน เนื่องจากประเทศยังคงมีสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และยังต้องการเวลาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจัดเลือกตั้งที่ราบรื่นและเรียบร้อย
พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร กล่าวในการประชุมว่า การเลือกตั้งแบบหลายพรรคการเมืองจะต้องจัดขึ้นตามความปรารถนาของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาไม่เคยกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน นอกจากบอกว่า อาจจัดขึ้นภายในเดือน ส.ค. และเนื่องจากการเลือกตั้งไม่สามารถจัดได้ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้การเลือกตั้งอาจล่าช้าออกไปอีก
ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กองทัพสามารถปฏิบัติงานของฝ่ายรัฐบาลได้ทั้งหมด โดยมอบอำนาจทั้งทางนิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหารแก่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย
เห็นทรงอย่างแบดของรัฐบาลทหารเมียนมาแบบนี้ น่าจะพอเดาอนาคตวิกฤตการเมืองในประเทศนี้ได้ไม่ยากว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด



