รัฐบาลทหารเมียนมาพิมพ์แบงก์เพิ่ม 30 ล้านล้านจั๊ตมาใช้เป็นงบกองทัพ

6 มิ.ย. 2567 - 14:01

  • รัฐบาลเผด็จการทหารของเมียนมาพิมพ์แบงก์ประมาณ 30 ล้านล้านจั๊ต (ราว 5.2 แสนล้านบาท) ในช่วง 3 ปีนับตั้งแต่รัฐประหาร ส่งผลให้มูลค่าของสกุลเงินลดลงอย่างมาก

  • “แม้ว่าอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ค่าเงินเมียนมาลดลง แต่สาเหตุพื้นฐานยังคงเป็นการที่รัฐบาลทหารพิมพ์แบงก์จำนวนมากเกือบ 30 ล้านล้านจั๊ต นับตั้งแต่รัฐประหารจนถึงทุกวันนี้”

myanmar_nug_says_junta_has_printed_30_trillion_kyats_SPACEBAR_Hero_81f8c5a09c.jpg

รัฐบาลเผด็จการทหารของเมียนมาพิมพ์แบงก์ประมาณ 30 ล้านล้านจั๊ต (ราว 5.2 แสนล้านบาท) ในช่วง 3 ปีนับตั้งแต่รัฐประหาร ส่งผลให้มูลค่าของสกุลเงินลดลงอย่างมาก  

“แม้ว่าอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ค่าเงินเมียนมาลดลง แต่สาเหตุพื้นฐานยังคงเป็นการที่รัฐบาลทหารพิมพ์แบงก์จำนวนมากเกือบ 30 ล้านล้านจั๊ต นับตั้งแต่รัฐประหารจนถึงทุกวันนี้” อูตินตุนนาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการวางแผน การคลัง และอุตสาหกรรมของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) กล่าว  

อูตินตุนนายพูดระหว่างการแถลงข่าวที่จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ (3 มิ.ย.) ร่วมกับ ฌอน เทิร์นเนล นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรเลีย และอดีตที่ปรึกษาของ อองซานซูจี โดยพวกเขาย้ำว่าการประมาณการดังกล่าวอิงมาจากข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะผ่านทางองค์กรการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงแหล่งข้อมูลภายใน 

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลพลเรือนของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ที่ถูกโค่นล้มโดยรัฐบาลเผด็จการทหารกลับมีการพิมพ์แบงก์จำนวน 3.656 ล้านล้านจั๊ต (ราว 6.2 หมื่นล้านบาท) ในปี 2019-2020 เพื่อจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจหดตัวที่เกิดจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 

“ในเวลาเพียง 3 ปี 3 เดือน รัฐบาลทหารได้พิมพ์แบงก์มากกว่า 8 เท่าของจำนวนเงินที่รัฐบาลพรรค NLD พิมพ์ในช่วงเวลา 2 ปี” NUG กล่าว 

ผลจากการพิมพ์แบงก์โดยพลการของรัฐบาลทหาร จึงทำให้มูลค่าของจั๊ตลดลงเหลือประมาณ 5,000 ต่อดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารได้เรียกร้องให้ธุรกิจการค้าใช้ระบบการแลกเปลี่ยนแทนเงินในความพยายามครั้งล่าสุดเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศของเมียนมาอย่างรุนแรง 

ในขณะเดียวกัน ราคาตลาดทองคำในประเทศก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โดยแตะ 5.8 ล้านจั๊ตต่อ tical (16.33 กรัม) ในวันที่ 30 พฤษภาคม ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับอัตราก่อนรัฐประหารที่ 1.3 ล้านจ๊าตต่อ tical ในปี 2020 

“รายได้ของรัฐลดลงเนื่องจากเศรษฐกิจหดตัว แต่ด้วยการใช้จ่ายทางการทหารที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นของเมียนมาจึงได้รับการสนับสนุนจาก ‘การพิมพ์แบงก์’ ที่สร้างความเสียหายอย่างสูง” เทิร์นเนลล์ กล่าว 

ตามตัวเลขที่เผยแพร่โดยรัฐบาลเผยให้เห็นว่า การใช้จ่ายทางทหารของรัฐบาลเผด็จการอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านจั๊ต (ราว 2.9 หมื่นล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2022-2022 และ 3.7 ล้านล้านจั๊ต (ราว 6.4 หมื่นล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2022-2023 ทั้งนี้ คาดว่าการใช้จ่ายจะสูงถึงประมาณ 5.6 ล้านล้านจั๊ต (ราว 9.7 หมื่นล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2023-2024 คิดเป็น 4.1% ของ GDP และ 17% ของรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนรัฐประหาร 

ขณะที่ในปีงบประมาณ 2019-2020 ภายใต้รัฐบาลพรรค NLD การใช้จ่ายทางทหารคิดเป็น 3% ของ GDP และ 10.4% ของรายจ่ายทั้งหมด 

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าหนี้สาธารณะของเมียนมาภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในปี 2020 ภายใต้ระบอบการปกครองของพรรค NLD หนี้สาธารณะของเมียนมาอยู่ที่ 42% ของ GDP ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 63% ภายใต้รัฐบาลทหาร  

ในช่วงเวลาที่รัฐบาลพลเรือนนำโดยพรรค NLD ถูกโค่นล้มในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เงินสำรองระหว่างประเทศของเมียนมาจำนวน 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐถูกเก็บไว้ในธนาคารต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากตัวเลขกระแสเงินตราต่างประเทศสะสมระหว่างเดือนตุลาคม 2020 ถึงกุมภาพันธ์ 2024 NUG ได้อ้างว่ารัฐบาลทหารได้ใช้เงินสำรองเหล่านี้ไปแล้ว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.09 แสนล้านบาท) ส่งผลให้ทุนสำรองที่เหลือมีจำนวนน้อยกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยที่สหรัฐฯ ระงับไว้ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (4 หมื่นล้านบาท) 

Photo by AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์