เศรษฐกิจเมียนมาย่ำแย่หนัก เงินเฟ้อพุ่ง-เงินจ๊าตอ่อนค่า ส่งผลให้เงินทุนไหลออก ทางการใช้ไม้แข็งมากขึ้นกำกับ-ดูแลและควบคุมเศรษฐกิจของประเทศ เตรียมออกบทลงโทษแบงก์ปล่อยสินเชื่อเกินกำหนด พร้อมเชือดไก่ให้ลิงดู ด้วยการกักตัวผู้บริหารบริษัทค้าปลีกชื่อดังของของญี่ปุ่นฐานละเมิดกฏระเบียบ
เว็บไซต์สำนักข่าวนิกเคอิเอเชีย รายงานเรื่องนี้ โดยระบุว่า รัฐบาลทหารเมียนมากำลังขยายขอบเขตการควบคุมเข้าไปในอุตสาหกรรมต่างๆมากขึ้น ไล่ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีกไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดความวุ่นวายทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น
เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ทางการเมียนมาได้กักตัว”ฮิโรชิ คาซามัตสึ” ผู้บริหารบริษัทอิออน ออเรนจ์ เครือข่ายซูเปอร์มาเก็ตสัญชาติญี่ปุ่นในเครือบริษัทอิออน โดยกล่าวหาว่าละเมิดกฎระเบียบด้านการกำหนดราคาข้าว โดยคาซามัตสึถูกตั้งข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 11 ก.ค.
รัฐบาลทหารเมียนมา ระบุว่า คาซามัตสึและชาวเมียนมาอีก 10 คน จำหน่ายข้าวราคาสูงกว่าระดับที่เจ้าหน้าที่กำหนด ประมาณ 50-70%
นอกจากนี้ ทางการเมียนมายังกล่าวหาบริษัทในเครืออีออน ว่าขายข้าวในราคาที่สูงกว่าที่ทางการอนุญาต ซึ่งการพิจารณาคดีของคาซามัตสึอาจจะมีขึ้นในวันที่ 23 ก.ค. และหากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง คาซามัตสึอาจต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี
นอกจากนี้ ทางการเมียนมายังจับกุม “เพียว มิน จ่อ” ซีอีโอบริษัทซิตี้มาร์ท โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมค้าปลีกของเมียนมาที่บริหารซูเปอร์มาร์เก็ต 55 แห่งภายใต้บริษัทในเครือทั้ง 4 แห่งและร้านสะดวกซื้ออีก 125 แห่ง
หลังถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎการกำหนดราคาข้าว บริษัทค้าปลีกทั้ง 2 แห่งทั้งอิออนและซิตี้มาร์ทได้นำข้าวออกจากชั้นวางสินค้าในช่วงปลายเดือนมิ.ย. แต่ก็ยังคงถูกจับตาจากทางการเมียนมาที่พยายามปราบปรามบริษัทที่รัฐบาลมองว่าแตกแถว
ทั้งนี้ รัฐบาลทหารเมียนมากำหนดราคาข้าว เนื่องจากต้องการรักษาเสถียรภาพตลาดด้วยการปรับราคาสินค้าที่จำเป็น และกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงสำหรับสกุลเงินเมียนมา ที่อ่อนค่าลงอย่างมากหลังเกิดรัฐประหาร
นอกจากควบคุมราคาข้าวแล้ว รัฐบาลทหารเมียนมายังเพิ่มการควบคุมในภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์อย่างเข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าภาคส่วนเหล่านี้มีส่วนทำให้เงินทุนไหลออกจากเมียนมาผ่านการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นกลุ่มผู้มีฐานะร่ำรวย เช่น การขายอสังหาริมทรัพย์ในย่างกุ้งและในไทย
เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารได้เรียกตัวผู้บริหารธนาคารใหญ่ๆ ของเมียนมา 7 แห่งมาหารือเพื่อย้ำเตือนว่าจะมีการดำเนินการทางกฎหมายกับสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อเกินกำหนด ซึ่งการประชุมครั้งนี้ ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมวิตกกังวลแต่ก็เป็นการประชุมที่ค่อนข้างราบรื่น
การประชุมกับสถาบันการเงินเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ เซิร์จ ปูน ประธานกรรมการบริหารธนาคารโยมา (Yoma Bank) ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยมีรายงานเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ว่า เขาถูกควบคุมตัวไปเป็นเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งสถานการณ์นี้ยิ่งกระตุ้นให้เกิดการคาดเดาไปต่างๆ นานา
ด้าน “เมลวิน ปูน” ซีอีโอของ Yoma Strategic ปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่า เซิร์จ ปูนถูกกักตัวหรือถูกฟ้องร้อง แต่ยอมรับว่าเซิร์จ ปูนอยู่ในเนปิดอว์เพื่อเข้ารับการสอบสวนตามกระบวนการและข้อกังวลด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านธนาคารของกลุ่มโยมา
เมียนมามีปัญหาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศตั้งแต่ทหารทำการรัฐประหารเข้ายึดอำนาจในเดือนก.พ. ปี 2021 เนื่องจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศที่ซบเซา
ขณะที่การอ่อนค่าของเงินจ๊าตทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและการนำเข้าเพิ่มขึ้น ด้านธนาคารโลก คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อของเมียนมาจะแตะระดับ 18% ในเดือนมี.ค. ปี 2025
การปราบปรามบริษัทที่รัฐบาลทหารเมียนมามองว่าทำตัวแตกแถว ยิ่งทำให้ความกังวลด้านความน่าเชื่อถือของเมียนมาเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ โดยอัตราแลกเปลี่ยนของเงินจ๊าตในตลาดมืดปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5,000 จ๊าตต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าอ่อนค่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์
Photo by AFP / POOL / Alexander Zemlianichenko





