การเลือกตั้งทั่วประเทศของไทย 14 พ.ค.นี้ นอกจากจะเป็นวันสำคัญของคนไทยแล้ว ยังเป็นวันสำคัญของชาวเมียนมาที่เข้ามาอาศัยทำมาหากินบนแผ่นดินไทย หรือแม้แต่กลุ่มที่ลี้ภัยอยู่ในไทยรวมประมาณ 1.5 ล้านคน เพราะพวกเขาอยากรู้ว่ารัฐบาลใหม่จะเปลี่ยนท่าทีต่อรัฐบาลทหารเมียนมาที่มาจากการรัฐประหารหรือไม่?
ในมุมมองของชาวเมียนมา เห็นว่าการที่รัฐบาลไทยมีท่าทีต่อรัฐบาลทหารเมียนมาในรูปแบบที่อะลุ่มอล่วย ไม่มีการต่อต้านอย่างรุนแรง ไม่ใช่เรื่องแปลกเนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยก็ก้าวขึ้นมามีอำนาจบริหารประเทศด้วยความเป็นผู้นำทหาร ทำให้กลายเป็นโมเดลที่กองทัพเมียนมาและ ‘มิน อ่อง หล่าย’ อาจยึดเป็นแบบอย่าง
แต่รายงานของอัลจาซีราห์ระบุว่า หากการเลือกตั้งครั้งนี้มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่ไม่ใช่ทหาร ชาวเมียนมาอาจมีความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเพิ่มแรงกดดันต่อเมียนมา และสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา
‘มะ ข่าย เต็ด’ (ชื่อสมมติ) นักวิจัยจากเมียนมา ให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งทำให้เกิดความหวังริบหรี่ว่า ถ้าไทยเปลี่ยนตัวผู้บริหารประเทศเป็นคนอื่นอาจมีโอกาสที่ไทยจะสนับสนุนขบวนการต่อต้านรัฐประหารที่นำโดยรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (เอ็นยูจี) ที่จัดตั้งขึ้นโดยสภาเมียนมาเดิมที่ถูกโค่นล้ม
“หากฝ่ายค้านของไทยจัดตั้งรัฐบาล พวกเขาน่าจะสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยของเมียนมาได้ โดยอาจร่วมมือกับสหรัฐฯ แต่ฉันกังวลว่าจีนที่สนับสนุนมิน อ่อง หล่าย จะกดดันรัฐบาลชุดใหม่ของไทย” มะ ข่าย เต็ด กล่าว
เธอยังบอกด้วยว่า เธอลี้ภัยมายังอยู่ที่ไทยหลังจากอดีตเพื่อนร่วมงานของเธอถูกทหารจับเข้าคุกเมื่อปีที่แล้ว และจนถึงตอนนี้เธอยังคงกังวลเกี่ยวกับการถูกส่งตัวกลับประเทศ เพราะถ้าหากกลับไปเธออาจถูกจำคุกและอาจถูกทรมาน
“รัฐบาลทหารไทยและรัฐบาลทหารเมียนมามีความสัมพันธ์แบบพี่กับน้อง ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่รักษาความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นกับรัฐบาลทหารเมียนมา และมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันมากมาย ทั้งก๊าซในทะเลอันดามัน ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้จะกระตุ้นให้พวกเขาบ่อนทำลายการปฏิวัติของเรา” นักวิจัยหญิงชาวเมียนมา กล่าว
ส่วน ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา มีความเห็นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโอกาสให้ไทยได้ปรับยุทธศาสตร์ต่อเมียนมาเสียใหม่
“ไทยต้องการรัฐบาลที่มีคุณภาพที่แตกต่างกันภายใต้การนำที่แตกต่างกันเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในเมียนมา เนื่องจากแนวทางที่มีอยู่กำลังดำเนินไปในทิศทางที่แย่” อาจารย์ฐิตินันท์ กล่าวพร้อมทั้งย้ำว่ารัฐบาลใหม่ของไทยจำเป็นต้องทำงานร่วมกับเอ็นยูจี
“แนวทางความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมาและไทยกำลังทำลายสถานะระหว่างประเทศ โดยทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกันและไทยไม่อยากเห็นเมียนมาเป็นอย่างคาบสมุทรบอลข่าน แต่ก็่ไม่ได้หมายความว่าไทยควรเชื่อฟังรัฐบาลทหารเมียนมา ขณะที่กระแสต่อต้านการรัฐประหารมีมากขึ้น เราควรทำงานร่วมกับพวกเขา และไทยควรจัดให้มีช่องทางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมควบคู่กันไปด้วย” อาจารย์ฐิตินันท์ กล่าว
แต่ “แซ็ก อาบูซา” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากวิทยาลัยการสงครามแห่งชาติในสหรัฐฯ มีความเห็นว่า รัฐบาลใหม่ของไทยอาจเจอกับความท้าทายหากต้องการเปลี่ยนท่าทีต่อรัฐบาลทหารเมียนมา
“รัฐบาลใหม่ของไทยต้องเลือกการต่อสู้ด้วยท่าทีที่ระมัดระวัง และต้องไม่เข้าข้างกองทัพไทย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลทหารเมียนมา” อาบูซา กล่าว
ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่แสดงท่าทีว่าสนับสนุนผู้นำทหารเมียนมาในเวทีระหว่างประเทศอย่างเปิดเผย โดยเมื่อปีที่แล้ว ทูตพิเศษของไทยประจำเมียนมาเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เปิดรับแผนการเลือกตั้งของรัฐบาลเมียนมามากขึ้น
‘เลทิเทีย ฟาน เดิน อัสซัม’ อดีตเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวว่า “มิน อ่อง หล่าย และเหล่านายพลของเขาสร้างความหวังในการเลือกตั้งด้วยโมเดลของไทย แต่ระยะหลังไทยถูกตำหนิอย่างมากจากหลายประเทศสมาชิกอาเซียนและนอกกลุ่มเกี่ยวกับวิธีที่อินโดนีเซียก้าวข้ามแผนการของอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียน”
ด้านอาบูซา กล่าวว่า “มีนักการเมืองไทยหลายคนที่มีจุดยืนที่มั่นคงกว่าในเมียนมา และผู้นำไทยจำนวนมากควรตระหนักว่าเมียนมากำลังสร้างปัญหามากมายให้กับไทย ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย อาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น คลื่นการอพยพของผู้ลี้ภัย เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ควบคุมโดยจีนตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นแหล่งกบดานของอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จงใจเพิกเฉยต่อต้นตอของปัญหาต่างๆ”
‘ดีเร็ก โชเลต์’ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่กรุงจาการ์ตาในวันพุธ (22 มี.ค.) ว่า สหรัฐฯ จะประกาศมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อองค์กรและบุคคลในเมียนมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งมาตรการคว่ำบาตรนี้จะทำให้รัฐบาลทหารของเมียนมาเผชิญความยากลำบากในการสร้างรายได้เพื่อซื้ออาวุธ
โชเลต์ กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหาร และทำให้พวกเขาเผชิญความยากลำบากในการสร้างรายได้ซึ่งถูกใช้เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร เมียนมากำลังกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
กองทัพเมียนมาได้โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2021 และหลังจากนั้นได้ทำการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะปั่นป่วนวุ่นวาย
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐและบรรดาประเทศตะวันตกได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรหลายชุดที่กำหนดเป้าหมายไปที่สมาชิกรัฐบาลทหาร หน่วยงานของรัฐบาลทหาร และบริษัทของรัฐบาลทหาร เพื่อพยายามจำกัดความสามารถในการระดมเงิน
ในมุมมองของชาวเมียนมา เห็นว่าการที่รัฐบาลไทยมีท่าทีต่อรัฐบาลทหารเมียนมาในรูปแบบที่อะลุ่มอล่วย ไม่มีการต่อต้านอย่างรุนแรง ไม่ใช่เรื่องแปลกเนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยก็ก้าวขึ้นมามีอำนาจบริหารประเทศด้วยความเป็นผู้นำทหาร ทำให้กลายเป็นโมเดลที่กองทัพเมียนมาและ ‘มิน อ่อง หล่าย’ อาจยึดเป็นแบบอย่าง
แต่รายงานของอัลจาซีราห์ระบุว่า หากการเลือกตั้งครั้งนี้มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่ไม่ใช่ทหาร ชาวเมียนมาอาจมีความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเพิ่มแรงกดดันต่อเมียนมา และสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา
‘มะ ข่าย เต็ด’ (ชื่อสมมติ) นักวิจัยจากเมียนมา ให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งทำให้เกิดความหวังริบหรี่ว่า ถ้าไทยเปลี่ยนตัวผู้บริหารประเทศเป็นคนอื่นอาจมีโอกาสที่ไทยจะสนับสนุนขบวนการต่อต้านรัฐประหารที่นำโดยรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (เอ็นยูจี) ที่จัดตั้งขึ้นโดยสภาเมียนมาเดิมที่ถูกโค่นล้ม
“หากฝ่ายค้านของไทยจัดตั้งรัฐบาล พวกเขาน่าจะสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยของเมียนมาได้ โดยอาจร่วมมือกับสหรัฐฯ แต่ฉันกังวลว่าจีนที่สนับสนุนมิน อ่อง หล่าย จะกดดันรัฐบาลชุดใหม่ของไทย” มะ ข่าย เต็ด กล่าว
เธอยังบอกด้วยว่า เธอลี้ภัยมายังอยู่ที่ไทยหลังจากอดีตเพื่อนร่วมงานของเธอถูกทหารจับเข้าคุกเมื่อปีที่แล้ว และจนถึงตอนนี้เธอยังคงกังวลเกี่ยวกับการถูกส่งตัวกลับประเทศ เพราะถ้าหากกลับไปเธออาจถูกจำคุกและอาจถูกทรมาน
“รัฐบาลทหารไทยและรัฐบาลทหารเมียนมามีความสัมพันธ์แบบพี่กับน้อง ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่รักษาความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นกับรัฐบาลทหารเมียนมา และมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันมากมาย ทั้งก๊าซในทะเลอันดามัน ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้จะกระตุ้นให้พวกเขาบ่อนทำลายการปฏิวัติของเรา” นักวิจัยหญิงชาวเมียนมา กล่าว
ส่วน ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา มีความเห็นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโอกาสให้ไทยได้ปรับยุทธศาสตร์ต่อเมียนมาเสียใหม่
“ไทยต้องการรัฐบาลที่มีคุณภาพที่แตกต่างกันภายใต้การนำที่แตกต่างกันเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในเมียนมา เนื่องจากแนวทางที่มีอยู่กำลังดำเนินไปในทิศทางที่แย่” อาจารย์ฐิตินันท์ กล่าวพร้อมทั้งย้ำว่ารัฐบาลใหม่ของไทยจำเป็นต้องทำงานร่วมกับเอ็นยูจี
“แนวทางความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมาและไทยกำลังทำลายสถานะระหว่างประเทศ โดยทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกันและไทยไม่อยากเห็นเมียนมาเป็นอย่างคาบสมุทรบอลข่าน แต่ก็่ไม่ได้หมายความว่าไทยควรเชื่อฟังรัฐบาลทหารเมียนมา ขณะที่กระแสต่อต้านการรัฐประหารมีมากขึ้น เราควรทำงานร่วมกับพวกเขา และไทยควรจัดให้มีช่องทางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมควบคู่กันไปด้วย” อาจารย์ฐิตินันท์ กล่าว
แต่ “แซ็ก อาบูซา” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากวิทยาลัยการสงครามแห่งชาติในสหรัฐฯ มีความเห็นว่า รัฐบาลใหม่ของไทยอาจเจอกับความท้าทายหากต้องการเปลี่ยนท่าทีต่อรัฐบาลทหารเมียนมา
“รัฐบาลใหม่ของไทยต้องเลือกการต่อสู้ด้วยท่าทีที่ระมัดระวัง และต้องไม่เข้าข้างกองทัพไทย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลทหารเมียนมา” อาบูซา กล่าว
ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่แสดงท่าทีว่าสนับสนุนผู้นำทหารเมียนมาในเวทีระหว่างประเทศอย่างเปิดเผย โดยเมื่อปีที่แล้ว ทูตพิเศษของไทยประจำเมียนมาเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เปิดรับแผนการเลือกตั้งของรัฐบาลเมียนมามากขึ้น
‘เลทิเทีย ฟาน เดิน อัสซัม’ อดีตเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวว่า “มิน อ่อง หล่าย และเหล่านายพลของเขาสร้างความหวังในการเลือกตั้งด้วยโมเดลของไทย แต่ระยะหลังไทยถูกตำหนิอย่างมากจากหลายประเทศสมาชิกอาเซียนและนอกกลุ่มเกี่ยวกับวิธีที่อินโดนีเซียก้าวข้ามแผนการของอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียน”
ด้านอาบูซา กล่าวว่า “มีนักการเมืองไทยหลายคนที่มีจุดยืนที่มั่นคงกว่าในเมียนมา และผู้นำไทยจำนวนมากควรตระหนักว่าเมียนมากำลังสร้างปัญหามากมายให้กับไทย ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย อาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น คลื่นการอพยพของผู้ลี้ภัย เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ควบคุมโดยจีนตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นแหล่งกบดานของอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จงใจเพิกเฉยต่อต้นตอของปัญหาต่างๆ”
‘ดีเร็ก โชเลต์’ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่กรุงจาการ์ตาในวันพุธ (22 มี.ค.) ว่า สหรัฐฯ จะประกาศมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อองค์กรและบุคคลในเมียนมาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งมาตรการคว่ำบาตรนี้จะทำให้รัฐบาลทหารของเมียนมาเผชิญความยากลำบากในการสร้างรายได้เพื่อซื้ออาวุธ
โชเลต์ กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหาร และทำให้พวกเขาเผชิญความยากลำบากในการสร้างรายได้ซึ่งถูกใช้เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร เมียนมากำลังกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
กองทัพเมียนมาได้โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2021 และหลังจากนั้นได้ทำการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะปั่นป่วนวุ่นวาย
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐและบรรดาประเทศตะวันตกได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรหลายชุดที่กำหนดเป้าหมายไปที่สมาชิกรัฐบาลทหาร หน่วยงานของรัฐบาลทหาร และบริษัทของรัฐบาลทหาร เพื่อพยายามจำกัดความสามารถในการระดมเงิน



