GB News และสื่ออื่นๆ รายงานว่า “ดาวเคราะห์น้อยชื่อ ‘2007 FT3’ ซึ่งถูกพบเห็นว่าลอยอยู่ในอวกาศครั้งแรกเมื่อปี 2007 แต่เมื่อไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์รายงานว่ามันสูญเสียเส้นทางวงโคจรโดยไม่รู้ว่ามันไปอยู่ที่ไหน”
หลังจากนี้ดาวเคราะห์น้อย ‘2007 FT3’ ถูกจัดประเภทเป็น ‘ดาวเคราะห์น้อยที่หายไป’
โดยจากข่าวของ GB News ที่ออกมา NASA เผยว่ามีโอกาส 0.0000096% หรือ 1 ใน 10 ล้านที่ดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งชนโลกของเรา แต่มีโอกาสที่มันจะพุ่งชนโลกในวันที่ 3 มีนาคม 2030”
อย่างไรก็ตาม โฆษกของ NASA บอกว่า “ในศตวรรษหน้าไม่มีภัยคุกคามจากดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งชนโลกเลย NASA และพันธมิตรต่างเฝ้าสังเกตการณ์ท้องฟ้าอย่างขยันขันแข็งเพื่อค้นหา ติดตาม และจัดหมวดหมู่ดาวเคราะห์น้อยและวัตถุใกล้โลก (NEOs) รวมถึงวัตถุที่อาจเข้ามาใกล้โลก
“หมายเหตุสำคัญคือนักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ให้นิยามการเข้าใกล้ของดาวเคราะห์น้อยที่มาในระยะ 30 ล้านไมล์จากวงโคจรของโลกว่าเป็นการเข้าใกล้ ยิ่งดาวเคราะห์น้อยมีขนาดใหญ่เท่าใด ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันดาวเคราะห์ของเราก็จะค้นหาได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าวงโคจรของพวกมันรอบดวงอาทิตย์นั้น มักจะเป็นที่รู้จักและเข้าใจกันมานานหลายปีหรือหลายทศวรรษ”
ดาวเคราะห์น้อยเป็นวัตถุหินขนาดเล็กที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ วัตถุเหล่านี้เป็นเศษที่เหลือจากการก่อตัวของระบบสุริยะในยุคแรกๆ และประกอบด้วยแร่ธาตุ โลหะ และองค์ประกอบอื่นๆ เป็นหลัก โดยดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่พบได้ในแถบดาวเคราะห์น้อย (asteroid belt) ซึ่งเป็นพื้นที่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี แต่ทั้งนี้พวกมันก็ยังสามารถพบได้ทั่วทั้งระบบสุริยะอีกด้วย
แม้ว่าดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อย แต่บางดวงก็มีวงโคจรที่พาพวกมันเข้ามาใกล้โลกมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ‘ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก’ (NEAs) ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เองก็ศึกษาดาวเคราะห์น้อยเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบสุริยะในยุคแรกๆ และภารกิจบางอย่าง เช่น ยานศึกษาดาวเคราะห์น้อย ‘OSIRIS-Rex’ ของ NASA และ โครงการ ‘Hayabusa2’ ของญี่ปุ่นที่เปิดตัวเพื่อศึกษาและรวบรวมตัวอย่างจากดาวเคราะห์น้อย
นอกจากนี้ GB News ยังรายงานอีกว่า “NASA ประมาณการว่ามีดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก (NEAs) ที่รู้จักมากกว่า 32,000 ดวง และดาวหางใกล้โลกคาบสั้น (NECs) มากกว่า 120 ดวง”




