วิกฤตไซเบอร์ยุโรป! แฮกเกอร์ป่วนระบบตู้แช่ลาม 7 ประเทศ ปรับอุณหภูมิพุ่ง 50 องศาฯ สะเทือนระบบขนส่ง-อาหารเน่าทิ้ง

3 พ.ย. 2569 - 12:21

  • การโจมตีทางไซเบอร์ของกลุ่มแฮกเกอร์ต่อซูเปอร์มาร์เก็ตได้ขยายวงกว้างลามไปทั้งหมด 7 ประเทศในยุโรป (สวีเดน, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, ฝรั่งเศส, ฟินแลนด์, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์)

  • อุณหภูมิในตู้เย็นและตู้แช่แข็งของร้านค้าหลายสิบแห่งพุ่งสูงขึ้น จนร้านค้าตั้งแต่สวีเดนไปจนถึงเบลเยียมต้องทิ้งอาหารจำนวนมาก

  • เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพซ้ำรอยกับการโจมตีในลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเมื่อเดือนที่แล้ว

วิกฤตไซเบอร์ยุโรป! แฮกเกอร์ป่วนระบบตู้แช่ลาม 7 ประเทศ ปรับอุณหภูมิพุ่ง 50 องศาฯ สะเทือนระบบขนส่ง-อาหารเน่าทิ้ง

การโจมตีทางไซเบอร์ของกลุ่มแฮกเกอร์ต่อซูเปอร์มาร์เก็ตได้ขยายวงกว้างลามไปทั้งหมด 7 ประเทศในยุโรป (สวีเดน, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, ฝรั่งเศส, ฟินแลนด์, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์) เมื่อวันจันทร์ (2 พ.ย.) ที่ผ่านมา ส่งผลให้อุณหภูมิในตู้เย็นและตู้แช่แข็งของร้านค้าหลายสิบแห่งพุ่งสูงขึ้น จนร้านค้าตั้งแต่สวีเดนไปจนถึงเบลเยียมต้องทิ้งอาหารจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนภาพซ้ำรอยกับการโจมตีในลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเมื่อเดือนที่แล้ว 

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Ahold Delhaize (AD.AS) และ Colruyt (COLR.BR) ในเบลเยียมและลักเซมเบิร์ก ตลอดจนเครือข่ายร้านขายของชำในสวีเดนอย่าง ICA และ Coop ต่างได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ร้านสาขาของอิเกีย (IKEA store) ห้างเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ อย่างน้อย 1 แห่งก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ด้วยเช่นกัน 

“ทุกอย่างเสียหายหมดเลย...มีเหตุโจมตีทางไซเบอร์เกิดขึ้น และตู้แช่แข็งทั้งหมดของเรามีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 50 องศาเซลเซียส การโจมตีเกิดขึ้นตอนตี 2 (ตามเวลาท้องถิ่น) แต่เราเพิ่งจะมาสังเกตเห็นหลังจากนั้นหลายชั่วโมง”

— เอ็งลา อิงวอลล์ ผู้จัดการฝ่ายขายของแฟรนไชส์ร้าน ICA ในกรุงสตอกโฮล์ม บอกกับสำนักข่าว Reuters ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ร้านเมื่อวันจันทร์ (2 พ.ย.)  

โฆษกของบริษัทเอกชน ICA เปิดเผยว่า “ทางบริษัทรับทราบแล้วว่ามีร้านค้าจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ (1 พ.ย.) ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบทำความเย็นและตู้แช่แข็งของร้าน” 

เหตุการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการโจมตีในฝรั่งเศสเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งในครั้งนั้นตำรวจระบุว่า “แฮกเกอร์ได้เข้ายึดระบบควบคุมตู้แช่แข็งของซูเปอร์มาร์เก็ตหลายร้อยแห่ง ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้และอาหารเน่าเสียจำนวนมาก” นอกจากนี้ บริษัท Ahold ก็เพิ่งแจ้งความกับตำรวจเกี่ยวกับเหตุภัยคุกคามทางไซเบอร์เมื่อเดือนที่แล้วเช่นกัน 

แม้ว่าจะยังไม่มีผู้ใดออกมาประกาศแสดงความรับผิดชอบต่อการโจมตีทั้งสองครั้ง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความกังวลอย่างมากแก่ทางการยุโรปเกี่ยวกับภัยคุกคามแบบไฮบริด (Hybrid Threats) ที่มุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงที่ทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนในปี 2022 แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลรัสเซียจะปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการวินาศกรรมเหล่านี้มาโดยตลอดก็ตาม 

“เรายังไม่ทราบว่าใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ และอาจไม่มีวันระบุตัวตนได้เลย เรารู้สึกกังวลต่อจำนวนเหตุการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากระบบไอทีทั้งหมดล้วนมีช่องโหว่ และในปัจจุบันกลุ่มแฮกเกอร์ที่มีความเชี่ยวชาญสูง สามารถนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือเจาะระบบเพื่อโจมตีได้อย่างประสบความสำเร็จง่ายยิ่งขึ้น”

— แคทรีน เอกเกอร์ส โฆษกศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของเบลเยียม กล่าว  

ในปัจจุบัน อุปกรณ์หลากหลายประเภทตั้งแต่ระบบทำความเย็น ระบบทำความร้อน ไปจนถึงกล้องวงจรปิดและสัญญาณกันขโมย ซึ่งแต่เดิมเคยทำงานด้วยระบบกลไก ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบควบคุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ส่งผลให้กลายเป็นช่องโหว่และโอกาสใหม่ให้แก่กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ 

ระบบตู้เย็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเมื่อวันจันทร์ (2 พ.ย.) ที่ผ่านมา พบว่าใช้เทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิของบริษัท แดนฟอสส์ (Danfoss) จากเดนมาร์ก ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับที่ตกเป็นเป้าหมายโจมตีในฝรั่งเศส โดยขณะนี้ทางบริษัทกำลังเร่งประสานงานกับลูกค้าเพื่อดำเนินการแก้ไข 

“เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามทางดิจิทัลเริ่มส่งผลกระทบที่รุนแรงและสร้างความเสียหายในชีวิตจริงมากขึ้นเรื่อยๆ”

— คณะกรรมาธิการยุโรป ระบุ 

ขณะที่ คริสตอฟ แฮนเซน กรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรกรรม กล่าวเตือนว่า “นี่คือความพยายามจงใจทำลายห่วงโซ่อุปทานอาหารและทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่ยุโรปต้องรับมืออย่างจริงจัง และการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง” 

(Photo by Roberta Ciuccio / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์