ภรรยาของ อเล็กเซย์ นาวัลนี ฝ่ายค้านคู้แค้นปูติน เผยเมื่อวันพุธ (17 ก.ย.) ว่า ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างชีวภาพที่ลักลอบนำเข้าในห้องปฏิบัติการพบว่า นาวัลนีเสียชีวิตจากการวางยาพิษขณะถูกคุมขังในเรือนจำอาร์กติกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024
นาวัลนี ผู้วิจารณ์ประธานาธิบดีปูตินฝีปากกล้ามาเป็นเวลาหลายปี เสียชีวิตอย่างลึกลับขณะรับโทษจำคุก 19 ปี ในข้อหาต่างๆ ที่ถูกมองว่า ‘เป็นการแก้แค้นนาวัลนีจากการรณรงค์ต่อต้านรัฐบาลรัสเซีย’
“ก่อนฝังศพ พันธมิตรของนาวัลนีได้นำตัวอย่างชีวภาพของนาวัลนีไปตรวจที่ต่างประเทศได้อย่างปลอดภัย ซึ่งห้องปฏิบัติการในสองประเทศสรุปว่า นาวัลนีเสียชีวิต จากการถูกวางยาพิษ”
— ยูเลีย นาวาลนายา ภรรยาของนาวัลนี กล่าวในวิดีโอที่โพสต์บนโซเชียลมีเดีย
ยูเลียไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวอย่างที่ได้รับ หรือผลการวิเคราะห์ แต่เธอเรียกร้องให้ห้องปฏิบัติการเปิดเผยผลการวิเคราะห์ พร้อมระบุว่าสารพิษดังกล่าวที่ว่านั้นเป็นสารพิษชนิดใด
นอกจากนี้ ยูเลียยังได้เผยแพร่ภาพถ่ายที่ไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งเธออ้างว่าเป็นภาพห้องขังของนาวัลนีหลังจากที่ร่างของเขาถูกนำตัวออกไป โดยเผยให้เห็นกองอาเจียนบนพื้น และอ้างคำให้การของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ระบุว่า ‘เขามีอาการชักเกร็งอยู่บนพื้น’
ขณะที่ ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกสภาเครมลินของรัสเซีย ออกมาตอบโต้เมื่อวันพุธ (17 ก.ย.) ว่า เขาไม่ทราบเรื่องคำกล่าวอ้างของยูเลีย
ก่อนหน้านี้ นาวัลนีเคยถูกวางยาพิษมาแล้วในปี 2020 ขณะรณรงค์หาเสียงในไซบีเรีย จากนั้นถูกส่งตัวไปรักษาแบบฉุกเฉินที่เยอรมนี และใช้เวลาหลายเดือนฟื้นฟูร่างกาย ต่อมาเมื่อเขาเดินทางกลับรัสเซียในเดือนมกราคม 2021 เขาก็ถูกจำคุก และถูกตัดสินว่ามีความผิดในหลายข้อหา รวมถึง ‘ลัทธิหัวรุนแรง’ แม้จะอยู่ในคุก แต่นาวัลนียังคงรณรงค์ต่อต้านปูตินและพูดวิจารณ์การรุกรานยูเครนของปูตินอย่างต่อเนื่อง
จนเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2024 ทางการรัสเซียก็เผยว่า นาวัลนีเสียชีวิตกะทันหัน หลังจากล้มป่วยขณะเดินเล่นหลังอาหารกลางวันในเรือนจำ ซึ่งหลังจากการเสียชีวิตของนาวัลนี เจ้าหน้าที่ปฏิเสธที่จะมอบร่างของเขาให้กับญาติเป็นเวลาหลายวัน ทำให้เกิดความสงสัยในกลุ่มผู้สนับสนุนของนาวัลนี
กระทั่ง ยูเลียออกมายืนยันอีกครั้งในวันพุธ (17 ก.ย.) ว่า สามีของเธอถูกฆ่าตามคำสั่งของปูติน “วลาดิมีร์ ปูติน มีความผิดฐานฆาตกรรม อเล็กเซย์ นาวัลนี สามีของฉัน” ยูเลีย กล่าว
(Photo by Natalia KOLESNIKOVA / AFP)




