กรุงเทพฯ ระวัง! กรณีศึกษา ‘มหานครนิวยอร์ก’ กำลังจมเพราะตึกระฟ้า

23 พ.ค. 2566 - 16:13

  • ‘มหานครนิวยอร์ก’ เมืองศิวิไลซ์ที่ในภายภาคหน้าอาจจมใต้บาดาลเพราะตึกสูงเสียดฟ้า

  • ขณะที่กรุงเทพฯ ในอดีตได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่มีจุดยุทธศาสตร์ดีเยี่ยม แต่ปัจจุบัน จุดแข็งนี้กลับกลายเป็นผลเสียที่กำลังจะสร้างหายนะในอนาคต

newyork_city_bangkok_is_sinking_weight_of_skyscrapers_SPACEBAR_Hero_9194e104b0.jpeg

เมื่อมหานครนิวยอร์กกำลังจมลงใต้บาดาล

ใครจะไปรู้ว่ามหานครที่ไม่เคยหลับใหลอย่าง ‘นิวยอร์กซิตี้’ กำลังจะจมอยู่ใต้บาดาลอย่างเงียบๆ โดยงานวิจัยเมื่อปี 2023 ค้นพบว่า “สาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากน้ำหนักมหาศาลกว่า 1.68 ล้านล้านปอนด์ (ราว 762 ล้านตัน) ของตึกระฟ้าที่กดทับลงบนพื้นดิน ส่งผลให้นิวยอร์กจมลงเรื่อยๆ เฉลี่ย 1-2 มิลลิเมตรต่อปี และในบางพื้นที่ที่วิกฤตอาจทรุดตัวเร็วกว่านั้นถึง 2 เท่า ซึ่งการทรุดตัวของแผ่นดินนี้ ยิ่งเข้าไปซ้ำเติมให้ภัยคุกคามจากปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ปรากฏการณ์แผ่นดินทรุดตัวนี้ ยิ่งทำให้ผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่พุ่งสูงขึ้นทวีความรุนแรงเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก เนื่องมาจากธารน้ำแข็งละลายและการขยายตัวของน้ำทะเลจากสภาวะโลกร้อน โดยระดับน้ำรอบเกาะนิวยอร์กหนุนสูงขึ้นมาแล้วกว่า 9 นิ้ว (ราว 22 เซนติเมตร) นับตั้งแต่ปี 1950

และแน่นอนว่าหากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปในลักษณะนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่และภัยพิบัติจากพายุพัดเข้าฝั่งก็อาจจะเกิดขึ้นบ่อยกว่าปัจจุบันถึง 4 เท่าภายในสิ้นศตวรรษนี้ เนื่องจากอิทธิพลของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ควบคู่ไปกับพายุเฮอร์ริเคนที่ทวีความรุนแรงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

รายงานฉบับนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Earth’s Future ชี้ให้เห็นภาพความเสี่ยงที่น่ากังวลว่า “ประชากรในนครนิวยอร์กที่กระจุกตัวอยู่มากถึง 8.4 ล้านคน กำลังเผชิญกับอันตรายจากภัยน้ำท่วมในระดับที่แตกต่างกันไป (แต่ละย่านจะได้รับผลกระทบและความรุนแรงหนักเบาแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่)”

ยิ่งไปกว่านั้น ทีมวิจัยยังเน้นย้ำว่าวิกฤตที่นิวยอร์กกำลังเผชิญอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้เกิดขึ้นกับที่นี่เพียงแห่งเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตที่เมืองชายฝั่งทั่วโลกต้องเผชิญร่วมกันเมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน

“การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก กิจกรรมต่างๆ จากน้ำมือมนุษย์ ระดับน้ำทะเลที่หนุนสูง และความรุนแรงของพายุเฮอร์ริเคนที่เพิ่มขึ้นนั้น ล้วนเป็นตัวเร่งให้ปัญหาอุทกภัยตามพื้นที่ชายฝั่งและริมฝั่งแม่น้ำทั่วโลกทวีความรุนแรงและเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว”

ทีมวิจัยระบุ

ตึกระฟ้า = ปัญหา?

newyork_city_bangkok_is_sinking_weight_of_skyscrapers_SPACEBAR_Photo01_4b9a2ee438.jpeg
AFP / Angela Weiss

แนวโน้มการจมตัวนี้ถูกเร่งให้เร็วขึ้นด้วยสิ่งปลูกสร้างมหาศาลทั่วทั้งนิวยอร์ก โดยนักวิจัยได้คำนวณว่า “โครงสร้างทั้งหมดของเมือง รวมถึงตึกระดับตำนานอย่างเอ็มไพร์สเตตและตึกไครสเลอร์ มีน้ำหนักรวมกันมหาศาลถึง 1.68 ล้านล้านปอนด์ (ราว 762 ล้านตัน) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ว่า มันหนักเท่ากับเอาช้างแอฟริกา 140 ล้านตัวขึ้นไปยืนเบียดกันบนเกาะเลยทีเดียว”

แรงกดทับมหึมานี้กำลังบดขยี้ลงบนชั้นดินที่รองรับเมืองอยู่ แม้ว่าอาคารขนาดใหญ่หลายแห่งจะสร้างอยู่บนชั้นหินแปรที่แข็งแกร่งอย่าง ‘หินชิสต์’ (Schist) แต่พื้นที่อีกไม่น้อยกลับตั้งอยู่บนดินเลนที่ผสมระหว่างทรายและดินเหนียวอ่อน ด้วยเหตุนี้ แรงกดจำเพาะจากสิ่งปลูกสร้างจึงไปเร่งปฏิกิริยา ‘การทรุดตัวตามธรรมชาติ’ ของชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากกระบวนการขยับตัวของเปลือกโลกหลังการละลายของธารน้ำแข็งตั้งแต่สิ้นสุดยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย (The Last Ice Age)

“มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนกในทันที แต่อย่างไรก็ตาม นี่คือกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอุทกภัยให้สูงยิ่งขึ้น ยิ่งพื้นดินมีความอ่อนตัวมากเท่าใด แรงอัดกดทับจากสิ่งปลูกสร้างก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การสร้างอาคารขนาดใหญ่ในนิวยอร์กไม่ใช่ความผิดพลาดทางวิศวกรรม แต่สิ่งที่เราต้องตระหนักอยู่เสมอคือ ทุกครั้งที่มีการก่อสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาตรงนั้น น้ำหนักจะถูกกดเพิ่มลงสู่ชั้นดินอีกนิดเสมอ”

ทอม พาร์สันส์ อดีตนักธรณีฟิสิกส์จากกรมสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) ระบุ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 นครนิวยอร์กก็เคยเผชิญกับอิทธิพลรุนแรงของพายุเฮอร์ริเคนแซนดีที่พัดถล่ม จนส่งผลให้ระบบรถไฟใต้ดินบางส่วนจมอยู่ใต้น้ำและสร้างความเสียหายในวงกว้าง ต่อมาในปี 2021 พายุเฮอร์ริเคนไอดาก็พัดถล่มซ้ำเติมพื้นที่ต่างๆ ของเมืองจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมไปหลายราย ซึ่งเหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “มหันตภัยทั้งสองเหตุการณ์นี้ทวีความรุนแรงและสร้างความสูญเสียหนักหนากว่าในอดีต เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน”

“นิวยอร์กและเมืองชายฝั่งอื่นๆ จำเป็นต้องได้รับการวางแผนเพื่อรับมือกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะการที่โครงสร้างพื้นฐานต้องสัมผัสกับน้ำทะเลซ้ำๆ เป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดการกัดกร่อนของเหล็กภายในและส่งผลให้อาคารสูญเสียความมั่นคงได้ และที่น่ากังวลที่สุดคือ เหตุการณ์น้ำท่วมเหล่านั้นยังคงเป็นภัยร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนไปจริงๆ” พาร์สันส์ กล่าว

กรุงเทพฯ ก็กำลังจะจมเหมือนกัน!

newyork_city_bangkok_is_sinking_weight_of_skyscrapers_SPACEBAR_Photo02_687f1e6751.jpeg
AFP / Romeo GACAD

‘กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง...’ เมืองหลวงของไทยแห่งนี้กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ถูกคาดการณ์ว่า ในอนาคตข้างหน้าอาจเสี่ยงต่อการจมอยู่ ‘ใต้บาดาล’ ในที่สุด

เนื่องจากลักษณะทางกายภาพที่ถูกขนาบด้วยแม่น้ำสายสำคัญอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับการขยายตัวของโครงสร้างอาคารสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำ และทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังเรื้อรังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วิกฤตดังกล่าวรุนแรงถึงขั้นทำให้นักวิชาการและสังคมเริ่มหยิบยกข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพิจารณาย้ายเมืองหลวงหนีภัยธรรมชาติกลับมาพูดถึงกันมากขึ้นอย่างจริงจังในปัจจุบัน แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนก็ตาม

อย่างไรก็ดี หากอิงตามยุทธศาสตร์แต่โบราณกาลจะพบว่าเมืองหลวงแห่งนี้ถือว่าตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีเยี่ยมทีเดียวสำหรับการค้าขายและการคมนาคม ทว่าหากอิงตามหลักธรณีวิทยาก็พบว่า “กรุงเทพฯ นั้นตั้งอยู่บนดินอ่อน ซึ่งเป็นบริเวณผืนดินแอ่งน้ำสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาพอดี และนี่แหละที่เป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้ผังเมืองของกรุงเทพฯ ไม่สามารถแบกรับน้ำหนักมหาศาลของตึกระฟ้าได้อย่างมั่นคงอีกต่อไป”

การทรุดตัวของแผ่นดินส่วนใหญ่นั้นก็เป็นผลกระทบโดยตรงจากการขยายตัวของเมืองนั่นเอง ปัจจุบันข้อมูลสถิติชี้ชัดว่า “แค่ในเขตกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว มีอาคารที่สร้างเสร็จด้วยความสูงอย่างน้อย 150 เมตร พุ่งทะยานไปมากกว่า 200 หลังแล้ว”

สอดคล้องกับรายงานของธนาคารโลกเรื่อง ‘ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและการปรับตัวในเมืองใหญ่ชายฝั่งเอเชีย’ ที่ระบุว่า “กรุงเทพฯ รวมถึงนครโฮจิมินห์ของเวียดนาม กำลังเผชิญกับมูลค่าความเสียหายจากภัยน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วงระหว่างปี 2008-2050 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการทรุดตัวของผิวดิน ยิ่งไปกว่านั้น มีการคาดการณ์ว่าเกือบ 70% ของปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้นในกรุงเทพฯ ภายในปี 2050 นั้น จะเกิดจากการทรุดตัวของแผ่นดินเป็นปัจจัยสำคัญ

ย้อนกลับไปในปี 2015 สภาปฏิรูปแห่งชาติไทย (สปช.) เคยคาดการณ์ว่า “กรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญกับวิกฤตโลกร้อนและแผ่นดินทรุด อาจเสี่ยงจมอยู่ใต้น้ำภายในเวลาไม่ถึง 15 ปี ซึ่งต้องเจอปัญหาน้ำท่วมเมืองที่รุนแรงมากขึ้นที่อาจส่งผลกระทบอย่างมากมายจนเกินกว่าจะจำกัดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ได้”

แม้ยุทธศาสตร์การปรับตัวรับมือสภาพภูมิอากาศจะเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความน่าอยู่ของกรุงเทพฯ ในระยะยาว แต่ปัจจัยพื้นฐานภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ เช่น ปัญหาการทรุดตัวของชั้นดินเหนียวอ่อน กลับมีความสำคัญกว่ามาก และเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบในเชิงโครงสร้างรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด

เรื่องที่น่าตกใจคือ ทั้งกรุงเทพฯ เวนิส และนิวออร์ลีนส์ ต่างถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 3 เมืองชายฝั่งที่มีอัตราการทรุดตัวของแผ่นดินเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลหนุนสูงถึง 10 เท่า

“บางพื้นที่ของกรุงเทพฯ กำลังจมลงลึกถึง 2 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งสถานการณ์นี้ถือเป็นวิกฤตที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำของเมืองที่ปัจจุบันมีความสูงอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียงแค่ 50 เซนติเมตรเท่านั้น”

ผลการประเมินทางธรณีวิทยาระบุ

หากภาครัฐยังไม่รีบตรวจสอบสาเหตุเชิงลึกของปัญหาแผ่นดินทรุดตัว และไม่มีการดำเนินมาตรการเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพเพื่อสกัดกั้นวิกฤตดังกล่าว ความเปราะบางของผังเมืองนี้จะยิ่งกลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้อิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พุ่งเข้าซ้ำเติมและสร้างความเสียหายรุนแรงอย่างไม่ปรานีเชียวล่ะ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์