จับตาใกล้ชิด ‘เกาหลีเหนือปี 2023’ หลังคิมประกาศสั่งสมอาวุธนิวเคลียร์

5 ม.ค. 2566 - 16:39

  • นักวิเคราะห์มีความเห็นตรงกันว่า การเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาของเกาหลีเหนือรุดหน้าไปมาก

  • ตลอดปี 2022 เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธไปแล้วจำนวนกว่า 70 ครั้ง ถือเป็นการทดสอบขีปนาวุธมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

north_korea_vows_to_increase_nuclear_arsenal_SPACEBAR_Thumbnail_c4f419fc4b.jpeg
คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เคยประกาศว่า มุ่งหวังให้เกาหลีเหนือมีกองกำลังนิวเคลียร์ที่ทรงพลังที่สุดในโลกและดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นแค่คำอวดอ้าง เพราะหลังจากประกาศเรื่องนี้แล้วเขาก็เลื่อนตำแหน่งนายทหารหลายสิบนายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุด 
 
จึงเป็นเหตุผลที่ในปี 2023 โลกต้องจับตามองให้ดีว่าผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือคิดจะทำอะไร เพราะช่วงส่งท้ายปี 31 ธ.ค. 2022 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธครั้งใหม่เมื่อเวลา 06.00 น. ตามเวลาไทย หลังจากที่ตลอดปี 2022 เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธไปแล้วจำนวนกว่า 70 ครั้ง ถือเป็นการทดสอบขีปนาวุธมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ 

การทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุด เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 3 ลูก ไปตกนอกชายฝั่งทางตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี ทำให้คณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ประนามการกระทำครั้งนี้ว่า เป็นการยั่วยุอย่างร้ายแรงและจงใจ ที่ต้องการบ่อนทำลายสันติภาพ เสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงประชาคมระหว่างประเทศ 

การทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปที่ทรงพลังที่สุดจนถึงปัจจุบัน คือการทดสอบขีปนาวุธ ‘ฮวาซอง 17’ (Hwasong 17) ซึ่งเป็นขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ทิ้งตัวพิสัยไกล รัศมีทำการระยะไกลระดับข้ามทวีปมากกว่า 5,500 กิโลเมตร ซึ่งตามปกติแล้วขีปนาวุธชนิดนี้จะใช้ในการบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ เพื่อทำลายเป้าหมายในวงกว้างจากระยะไกล 

ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถบรรทุกหัวรบได้มากกว่าหนึ่งหัว และสามารถปล่อยได้จากหลายสถานที่ เช่น สถานีปล่อยขีปนาวุธภาคพื้นดิน เรือดำน้ำ หรือรถปล่อยขีปนาวุธ 

ในมุมมองของนักวิเคราะห์นั้น มีความเห็นเห็นตรงกันว่า การเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาของเกาหลีเหนือ รุดหน้าไปมาก โดยเกาหลีเหนือเปิดฉากด้วยการทดสอบขีปนาวุธระยะสั้นที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีเกาหลีใต้ ตามมาด้วยขีปนาวุธพิสัยกลางที่สามารถล็อกเป้าหมายที่ญี่ปุ่นได้ จนมาถึงปลายปี เกาหลีเหนือก็ยิงทดสอบขีปนาวุธฮวาซอง 17
SPB_Nuclear_Warhead_INFO_A_01_9bbf6c57de.jpeg
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์จาก Carnegie Endowment for International Peace มีความเห็นว่า การพัฒนาที่ร้ายแรงที่สุดจากเป้าหมายในปี 2023 อันดับต้นๆ ของผู้นำคิม คือการเพิ่มการผลิตอาวุธนิวเคลียร์แบบทวีคูณ ที่ครอบคลุมถึงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีที่มีขนาดเล็กลง ซึ่งสามารถใช้ต่อสู้กับสงครามกับเกาหลีใต้ได้ 

ส่วนลิสต์รายการอื่นๆ ที่คาดว่าจะทำในปี 2023 คือ ดาวเทียมสอดแนม ซึ่งผู้นำคิมอ้างว่าจะสามารถส่งขึ้นสู่วงโคจรได้ภายในฤดูใบไม้ผลินี้ และ ICBM เชื้อเพลิงแข็งที่แข็งแกร่งกว่า ซึ่งสามารถยิงไปถึงแผ่นดินสหรัฐฯ ได้ โดยเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เกาหลีเหนืออ้างว่าดาวเทียมสอดแนมจับภาพหลายจุดในเกาหลีใต้ได้ 
 
ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าในปี 2023 จะแตกต่างจากปี 2022 อย่างมาก โดยเกาหลีเหนือจะยังคงทดสอบ ปรับแต่ง และขยายคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจังเพื่อต่อต้านการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนิวเคลียร์ ระบุว่า “การยิงขีปนาวุธส่วนใหญ่ในปีนี้อาจไม่ใช่การทดสอบ แต่เป็นการฝึกซ้อม เพราะขณะนี้เกาหลีเหนือเตรียมใช้ขีปนาวุธในความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นแล้ว” 

ส่วนประเด็นการเจรจาไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะผู้นำคิมอาจรอจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเกาหลีเหนือมีแสนยานุภาพที่จะทำลายล้างสหรัฐและเกาหลีใต้ได้ จึงจะกลับไปเจรจาตามเงื่อนไขของเกาหลีเหนือ 

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่าในปี 2023 เกาหลีเหนืออาจจะเปิดพรมแดนอีกครั้ง หลังการเปิดประเทศของจีน เพราะมีรายงานว่าเกาหลีเหนือฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนเพื่อเตรียมความพร้อม แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในจีนด้วย จึงเป็นเรื่องที่ผู้นำให้ความระมัดระวัง
SPB_Nuclear_Warhead_INFO_A_02_fab6de295d.jpeg
การเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือตามที่กล่าวมา ทำให้ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ด้วยการยืนยันว่า เกาหลีใต้และสหรัฐฯ กำลังหารือกันเรื่องการวางแผนและการดำเนินการฝึกซ้อมรบร่วมที่ใช้กองกำลังนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้เกาหลีเหนือ แม้ว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ จะออกมาปฏิเสธการเจรจาซ้อมรบทางนิวเคลียร์ร่วมกัน 

แถลงการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นาน หลังจากไบเดนตอบคำถามผู้สื่อข่าวในวันที่ 2 ม.ค.ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เจรจากับเกาหลีใต้ในเรื่องการดำเนินการทางนิวเคลียร์ร่วมดังกล่าว ซึ่งดูเหมือนจะสวนทางกับคำกล่าวของประธานาธิบดียุนซอกยอล ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในช่วงก่อนหน้านี้ ที่ประกาศกร้าวในเรื่องดังกล่าวอย่างมั่นใจ 

คิมอึนฮเย โฆษกของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวว่า ประธานาธิบดีไบเดนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากตอบว่า “ไม่” เนื่องจากเขาถูกถามเพียงว่า ทั้ง 2 ประเทศกำลังหารือกันเรื่องการซ้อมรบร่วมทางนิวเคลียร์หรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถจัดขึ้นได้โดยรัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น 

คิมยังย้ำด้วยว่า เพื่อที่จะสามารถตอบโต้อาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ทั้ง 2 ประเทศกำลังพูดคุยกันถึงวิธีการในการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับสินทรัพย์นิวเคลียร์ของสหรัฐฯ รวมถึงการวางแผนและการปฏิบัติการในเรื่องดังกล่าวร่วมกันอย่างสอดคล้อง 

เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสของสหรัฐฯ คนหนึ่ง ย้ำความเห็นของประธานาธิบดีไบเดน โดยบอกว่า การซ้อมรบนิวเคลียร์ร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้จะเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะเกาหลีใต้ไม่ใช่รัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่พันธมิตรทั้ง 2 กำลังพิจารณาในเรื่องการแบ่งปันข้อมูลที่ดีขึ้น การวางแผนฉุกเฉินร่วมกัน ซึ่งจะครอบคลุมฉากทัศน์ต่างๆ ที่รวมถึงสถานการณ์ด้านอาวุธนิวเคลียร์ 

นี่เป็นอีกหนึ่งปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะหากความขัดแย้งบานปลายกลายเป็นการสู้รบ หรือตอบโต้กันด้วยกำลังทหาร ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียและเสียหายที่ไม่อาจประเมินได้อย่างแน่นอน 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์