กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันพุธ (25 มี.ค.) ที่ผ่านมาว่าได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทผู้รับเหมาด้านการป้องกันประเทศเพื่อเร่งการผลิตขีปนาวุธให้พร้อมสำหรับภาวะสงคราม เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้มีการใช้คลังกระสุนอย่างรวดเร็ว
การใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นอย่างกว้างขวางโดยสหรัฐฯ อิสราเอล และกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียเพื่อตอบโต้การโจมตีของอิหร่านได้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับขนาดของคลังกระสุน
ในข้อตกลงแรก : บริษัทล็อกฮีด มาร์ติน และบริษัทบีเออี ซิสเต็มส์ ตกลงที่จะเพิ่มการผลิต ‘หัวค้นหาเป้าหมาย’ ถึง 4 เท่า ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบต่อต้านขีปนาวุธ ‘THAAD’ ที่ถูกใช้งานอย่างมากในตะวันออกกลาง “เป้าหมายคือการวางฐานอุตสาหกรรมให้พร้อมสำหรับภาวะสงคราม” กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์
เมื่อปลายเดือนมกราคม บริษัทล็อกฮีด มาร์ติน ได้ประกาศเร่งการผลิต THAAD จากประมาณ 100 ลูกต่อปี เป็นประมาณ 400 ลูกต่อปีภายในไม่กี่ปีข้างหน้าแล้ว
ข้อตกลงที่สอง : ล็อกฮีด มาร์ติน จะเร่งการผลิตขีปนาวุธโจมตีแม่นยำ (PrSM) ซึ่งเป็นขีปนาวุธทางยุทธวิธีที่ใช้โจมตีอิหร่านเป็นครั้งแรก ซึ่งขีปนาวุธเหล่านี้จะมาแทนที่ระบบขีปนาวุธทางยุทธวิธีของกองทัพบก (ATACMS)
ล็อกฮีด มาร์ติน ยืนยันคำสั่งซื้อดังกล่าว โดยระบุในแถลงการณ์ว่า “เป็นการต่อยอดจากสัญญาเดิมมูลค่า 4.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.61 แสนล้านบาท) จากกองทัพบกสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว”
ในข้อตกลงที่สาม : บริษัทฮันนี่เวลล์ แอโรสเปซ ตกลงที่จะเพิ่มการผลิต ‘ส่วนประกอบสำคัญสำหรับคลังอาวุธของอเมริกา’ รวมถึงระบบนำทาง “ข้อตกลงนี้รวมถึงการลงทุนหลายปีมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) ในการยกระดับขีดความสามารถในการผลิตเพื่อเพิ่มการผลิตเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่สำคัญอย่างรวดเร็ว” ฮันนี่เวลล์ ระบุ
บริษัทได้ให้คำมั่นว่าจะผลิตระบบนำทางเพิ่มขึ้น รวมถึงตัวขับเคลื่อน (actuators) สำหรับการบังคับขีปนาวุธให้เคลื่อนที่ได้ และโซลูชันสงครามอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะสำหรับขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะกลาง ‘AMRAAM’ ที่ใช้เรดาร์นำวิถี
(Photo by Leah Garton / MISSILE DEFFENSE AGENCY / AFP)





