กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับการที่อิสราเอลเพิ่มการสอดแนมสหรัฐฯ รวมถึงเหตุการณ์ที่หน่วยงานสืบราชการลับของอิสราเอลแอบฟังการเจรจาของฝ่ายอเมริกันที่กำลังทำข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ปรับระดับความเสี่ยงด้านการสอดแนมของอิสราเอลจากระดับ “สูง” เป็น “วิกฤต” ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ เกี่ยวกับแนวทางในสงครามกับอิหร่าน
สำนักข่าว NBC ของสหรัฐฯ เป็นสื่อเจ้าแรกที่รายงานเรื่องนี้โดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า หน่วยข่าวกรองด้านกลาโหมของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DIA) ปรับระดับดังกล่าวหลังเกิดความกังวลภายในกระทรวงกลาโหมว่า อิสราเอลกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะสอดแนมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการพิจารณาและการตัดสินใจภายในของรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การประเมินของ DIA ประกอบด้วยเอกสาร 7 หน้าและมีแผนภูมิประกอบ ตามที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนปัจจุบันคนหนึ่งเปิดเผย นอกจากนี้ยังระบุถึงเหตุการณ์เฉพาะหลายอย่างที่ทำให้สหรัฐฯ มีความกังวลมากขึ้น
ส่วนหนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานว่า แม้ว่าจะเป็นที่รู้กันว่าอิสราเอลสอดแนมสหรัฐฯ มานานแล้ว แต่หน่วยข่าวกรองทางทหารของสหรัฐฯ ระบุว่า กิจกรรมดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2024 เนื่องจากรัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในขณะนั้นเพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอลเกี่ยวกับสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา
การเพิ่มขึ้นดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงปี 2025 เมื่อทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งและเริ่มพิจารณาถึงวิธีการรับมือกับอิหร่าน
The New York Times ยังรายงานอีกว่า รายงานฉบับนี้ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองทางทหารหลายแห่ง ยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วย เช่น ในปี 2021 เจ้าหน้าที่ข่าวกรองทางทหารของอิสราเอลถูกจับได้ว่าแอบติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังที่สำนักงานใหญ่ของหน่วยข่าวกรองทางการทหาร และเมื่อปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่จากชินเบท (Shin Bet) ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองภายในประเทศของอิสราเอล ถูกพบว่าพยายามแอบติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังในรถยนต์ของหน่วยสืบราชการลับ (Secret Service)
การประเมินข่าวกรองล่าสุดอื่นๆ ยังพบบันทึกหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า อิสราเอลพยายามติดตาม สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์ รวมถึงเอลบริดจ์ โคลบี เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านนโยบายของเพนตากอน และไมเคิล ดิมีโนที่ 4 รองเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านนโยบายของเพนตากอน

รายงานของสำนักงานข่าวกรองกลาโหมถูกจัดทำขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ในอิสราเอลตรวจพบว่าซอฟต์แวร์ดักฟังการสื่อสารถูกติดตั้งลงในโทรศัพท์ของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต
หลังรายงานฉบับดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมา โฆษกสถานทูตอิสราเอลในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุในแถลงการณ์ว่ารายงานที่ว่าอิสราเอลสอดแนมสหรัฐฯ “เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง อิสราเอลไม่ได้รวบรวมข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับหน่วยงานของอเมริกา หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ความพยายามในการรวบรวมข้อมูลข่าวกรองของอิสราเอลมีเป้าหมายไปที่ศัตรู ไม่ใช่พันธมิตร ข้อกล่าวอ้างใดๆ ที่ตรงกันข้ามนั้นเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดหรือมีแรงจูงใจทางการเมือง”
ส่วนเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวในแถลงการณ์ว่า “เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเท็จและอ้างอิงจากบุคคลที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
แม้ว่าการสอดแนมกันระหว่างพันธมิตรและศัตรูทั่วโลกจะเป็นเรื่องปกติ แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ทั้งในปัจจุบันและอดีตเผยว่า ความพยายามล่าสุดของอิสราเอลนั้นเกินกว่าการสอดแนมทั่วไปที่คาดการณ์ไว้มาก และจากข้อมูลของนักการทูตในปัจจุบันและอดีต รวมถึงอดีตเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงแห่งชาติ อิสราเอลมีชื่อเสียงในด้านการสอดแนมอย่างหนักหน่วงมานานหลายปี แม้กระทั่งกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของตัวเอง
ถึงอย่างนั้น ระดับภัยคุกคามด้านการต่อต้านข่าวกรองของอิสราเอลในปัจจุบันก็ยังสูงกว่าพันธมิตรอื่นๆ และสูงกว่าบางประเทศที่เป็นศัตรูด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ความกังวลที่รายงานมานั้นมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการประสานงานด้านข่าวกรองและการทหารอย่างใกล้ชิดระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ
สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือทางทหารและขายอาวุธให้แก่อิสราเอลเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐมานานหลายปี รวมถึงในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาด้วย อีกทั้งกองทัพสหรัฐฯ ยังแบ่งปันข้อมูลทางยุทธวิธีและการปฏิบัติการจำนวนมหาศาลกับฝ่ายอิสราเอล แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ กล่าวว่าอิสราเอลกำลังมองหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์ของทรัมป์และท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปในการเจรจาสันติภาพ
คำเตือนใหม่นี้อาจทำให้ความพยายามในการบูรณาการการวางแผนสงครามทางทหารระหว่างกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ และอิสราเอลมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเพนตากอนตัดสินใจที่จะกำหนดข้อจำกัดใหม่เกี่ยวกับการแบ่งปันข้อมูลกับเจ้าหน้าที่อิสราเอล
ความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการสอดแนมของอิสราเอลยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ เพราะเผยแพร่ออกมาในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มีความขัดแย้งกันในเรื่องสงครามกับอิหร่านและการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน จนการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตึงเครียดถึงขนาดที่ทรัมป์ใช้ถ้อยคำหยาบคายกับเนทันยาฮู
Photo by JIM WATSON / AFP





