พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชายวัย 43 ปีรายนี้นำพรรคก้าวไกล (MFP) คว้าอันดับ 1 ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยได้รับแรงหนุนจากคนไทย และคนหนุ่มสาวที่เบื่อหน่ายกับการปกครองของทหารที่ดำเนินมาเกือบทศวรรษ ทว่าถูกขัดขวางไม่ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยกลุ่มที่สนับสนุนสถาบันกษัตริย์ และทหารที่ต่อต้านการปฏิรูปของเขา
จากนั้นพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นอดีตพรรคพันธมิตรของก้าวไกลได้จัดตั้งรัฐบาลผสม โดยมีพรรคการเมืองที่เชื่อมโยงกับกองทัพ ปล่อยให้พรรคก้าวไกลกลับขึ้นมานั่งเก้าอี้ฝ่ายค้าน นอกจากนี้ พิธายังเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมายที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้เขาถูกสั่งห้ามลงเล่นการเมืองเป็นเวลาหลายปี
ทว่าในการให้สัมภาษณ์กับ AFP พิธาให้คำมั่นว่าจะลงสมัครชิงเก้าอี้ ‘นายก’ อีกครั้ง
“แน่นอน ผมไม่ยอมแพ้ ให้มันเป็นเรื่องของเวลา” พิธากล่าวเมื่อถูกถามว่าเขาวางแผนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งหรือไม่
แต่บนเส้นทางนี้ยังมีอุปสรรคอีกมาก ไม่ใช่แค่การถูกพักงานในฐานะ ส.ส.
พรรคก้าวไกลคว้าที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. แต่ขาดเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตาม แคนดิเดตต้องการเสียงข้างมากจากทั้งสองสภาจึงจะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ และพิธาก็ไม่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงได้มากพอที่จะเอาชนะฝ่ายค้านในวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลทหาร
เขาพ่ายแพ้จากการลงคะแนนเสียงครั้งแรก จากนั้นถูกขัดขวางไม่ให้ลงอีกเป็นครั้งที่สอง และศาลรัฐธรรมนูญสั่งพักการเป็น ส.ส. เนื่องจากกรณีหุ้นสื่อ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับสมาชิกสภานิติบัญญัติภายใต้กฎหมายไทย ขณะที่พิธาก็ปฏิเสธการกระทำผิดใดๆ และกล่าวว่าเขา ‘มั่นใจ’ เกี่ยวกับคดีนี้
“มันเป็นวิธีของพวกอนุรักษนิยม (Old Guard) เป็นช่องโหว่ที่พวกเขาสามารถใช้เล่นงานตามรัฐธรรมนูญได้” เขากล่าวถึงกรณีหุ้นสื่อ
คำเตือนจากกลุ่มอนุรักษนิยม
‘อนุรักษนิยม’ เป็นการรวมตัวกันอย่างทรงพลังจากกลุ่มทหารอาวุโส ราชวงศ์ และกลุ่มธุรกิจที่ร่ำรวยมหาศาลซึ่งครอบงำการเมืองไทยมานานหลายทศวรรษทั้งอย่างเปิดเผย และอยู่เบื้องหลัง โดยการหาเสียงของพรรคก้าวไกลที่สัญญาว่าจะปฏิรูปกองทัพ ปรับลดกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ และสลายการผูกขาดซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของผลประโยชน์ของชนชั้นสูงกลุ่มนี้
ขณะที่การต่อต้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพิธา ส่วนใหญ่แล้วอ้างถึงคำมั่นสัญญาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพของเขา โดยกล่าวหาว่าเขาบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเขากล่าวว่านี่เป็น ‘โล่’ ที่ปกคลุมการผูกขาดและการทหารไว้อีกที
พิธากล่าวว่า เขายังมองโลกในแง่ดี และบอกว่า ทุกสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะมีความพ่ายแพ้ก็ตาม เขาชี้ไปที่เกาหลีใต้และอินโดนีเซีย ซึ่งเปลี่ยนจากการปกครองของทหารที่มีมายาวนานมาเป็นประชาธิปไตยในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990
Photo by Manan VATSYAYANA / AFP




