สำนักข่าว AFP รายงานว่า นับเป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์สามารถระบุว่าดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่กำลังหมุนวนไปสู่การชนอย่างหายนะกับดวงอาทิตย์ที่มีอายุมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้มองเห็นได้ว่าโลกจะจบลงอย่างไรในวันหนึ่ง
การศึกษาใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (19 ธ.ค.) ทีมนักวิจัยซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ กล่าวว่า พวกเขาหวังว่าดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะอย่าง Kepler-1658b จะช่วยให้ความกระจ่างว่าโลกจะมีจุดจบอย่างไรเมื่อดาวฤกษ์มีอายุมากขึ้น
Kepler-1658b ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 2,600 ปีแสง ได้ชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์ ‘ดาวพฤหัสบดีร้อน’ แม้จะมีขนาดใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดี แต่ดาวเคราะห์ดวงนี้ร้อนกว่าดาวพฤหัสบดีในระบบสุริยะของเรามาก
การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน The Astrophysical Journal Letters ระบุว่า Kepler-1658b จะใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์ซึ่งเป็นดาวหลัก (host star) น้อยกว่า 3 วัน และสั้นลงเรื่อยๆ ประมาณ 131 มิลลิวินาทีต่อปี
เชรยัส วิสปากาดา นักวิจัยจากศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ Harvard Smithsonian Center for Astrophysics กล่าวว่า "ถ้ามันยังคงวนเข้าหาดาวฤกษ์ในอัตราที่สังเกตได้ ดาวเคราะห์จะชนกับดาวฤกษ์ของมันภายในเวลาไม่ถึง 3 ล้านปี…นี่เป็นครั้งแรกที่เราสังเกตเห็นหลักฐานโดยตรงเกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่โคจรเข้าหาดาวฤกษ์ที่วิวัฒนาการแล้ว”
แล้วจุดจบของโลกจะเป็นอย่างไร?
ศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ระบุว่า “จุดสิ้นสุดของดวงดาวเป็นชะตากรรมที่อาจเป็นจุดจบของโลกในอีกหลายพันล้านปีนับจากนี้เมื่อดวงอาทิตย์ของเรามีอายุมากขึ้น”
“ในอีก 5 พันล้านปีข้างหน้า ดวงอาทิตย์จะพัฒนากลายเป็นดาวยักษ์แดง…ในขณะเดียวกัน กระบวนการซึ่งขับเคลื่อนด้วยกระแสน้ำที่เราเห็นบน Kepler-1658b จะผลักดันการสลายตัวของวงโคจรโลกที่มีต่อดวงอาทิตย์ และผลกระทบดังกล่าวอาจถูกถ่วงดุลโดยดวงอาทิตย์ที่สูญเสียมวล แต่ชะตากรรมสุดท้ายของโลกค่อนข้างไม่ชัดเจน” วิสปากาดา กล่าวเสริม
ศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ยังกล่าวอีกว่า Kepler-1658b เป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงแรกที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ซึ่งเปิดตัวในปี 2009 สังเกตเห็นได้ แต่มันใช้เวลาเกือบทศวรรษในการทำงานก่อนที่การมีอยู่ของดาวเคราะห์จะได้รับการยืนยันในปี 2019
กว่า 13 ปีที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงวงโคจรของดาวเคราะห์อย่างช้าๆ ขณะที่มันเคลื่อนผ่านวงโคจรหน้าดาวฤกษ์แม่ของมัน
“ความประหลาดใจครั้งใหญ่อย่างหนึ่งคือ ดาวเคราะห์ดวงนี้ค่อนข้างสว่าง ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่า เพราะมันเป็นดาวเคราะห์ที่สะท้อนแสงเป็นพิเศษหรือเปล่า แต่ตอนนี้ นักวิจัยเชื่อว่าตัวดาวเคราะห์เองนั้นร้อนกว่าที่คาดไว้มาก” วิสปากาดา กล่าวทิ้งท้าย
การศึกษาใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (19 ธ.ค.) ทีมนักวิจัยซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ กล่าวว่า พวกเขาหวังว่าดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะอย่าง Kepler-1658b จะช่วยให้ความกระจ่างว่าโลกจะมีจุดจบอย่างไรเมื่อดาวฤกษ์มีอายุมากขึ้น
Kepler-1658b ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 2,600 ปีแสง ได้ชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์ ‘ดาวพฤหัสบดีร้อน’ แม้จะมีขนาดใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดี แต่ดาวเคราะห์ดวงนี้ร้อนกว่าดาวพฤหัสบดีในระบบสุริยะของเรามาก
การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน The Astrophysical Journal Letters ระบุว่า Kepler-1658b จะใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์ซึ่งเป็นดาวหลัก (host star) น้อยกว่า 3 วัน และสั้นลงเรื่อยๆ ประมาณ 131 มิลลิวินาทีต่อปี
เชรยัส วิสปากาดา นักวิจัยจากศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ Harvard Smithsonian Center for Astrophysics กล่าวว่า "ถ้ามันยังคงวนเข้าหาดาวฤกษ์ในอัตราที่สังเกตได้ ดาวเคราะห์จะชนกับดาวฤกษ์ของมันภายในเวลาไม่ถึง 3 ล้านปี…นี่เป็นครั้งแรกที่เราสังเกตเห็นหลักฐานโดยตรงเกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่โคจรเข้าหาดาวฤกษ์ที่วิวัฒนาการแล้ว”
แล้วจุดจบของโลกจะเป็นอย่างไร?
ศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ระบุว่า “จุดสิ้นสุดของดวงดาวเป็นชะตากรรมที่อาจเป็นจุดจบของโลกในอีกหลายพันล้านปีนับจากนี้เมื่อดวงอาทิตย์ของเรามีอายุมากขึ้น”
“ในอีก 5 พันล้านปีข้างหน้า ดวงอาทิตย์จะพัฒนากลายเป็นดาวยักษ์แดง…ในขณะเดียวกัน กระบวนการซึ่งขับเคลื่อนด้วยกระแสน้ำที่เราเห็นบน Kepler-1658b จะผลักดันการสลายตัวของวงโคจรโลกที่มีต่อดวงอาทิตย์ และผลกระทบดังกล่าวอาจถูกถ่วงดุลโดยดวงอาทิตย์ที่สูญเสียมวล แต่ชะตากรรมสุดท้ายของโลกค่อนข้างไม่ชัดเจน” วิสปากาดา กล่าวเสริม
ศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ยังกล่าวอีกว่า Kepler-1658b เป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงแรกที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ซึ่งเปิดตัวในปี 2009 สังเกตเห็นได้ แต่มันใช้เวลาเกือบทศวรรษในการทำงานก่อนที่การมีอยู่ของดาวเคราะห์จะได้รับการยืนยันในปี 2019
กว่า 13 ปีที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงวงโคจรของดาวเคราะห์อย่างช้าๆ ขณะที่มันเคลื่อนผ่านวงโคจรหน้าดาวฤกษ์แม่ของมัน
“ความประหลาดใจครั้งใหญ่อย่างหนึ่งคือ ดาวเคราะห์ดวงนี้ค่อนข้างสว่าง ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่า เพราะมันเป็นดาวเคราะห์ที่สะท้อนแสงเป็นพิเศษหรือเปล่า แต่ตอนนี้ นักวิจัยเชื่อว่าตัวดาวเคราะห์เองนั้นร้อนกว่าที่คาดไว้มาก” วิสปากาดา กล่าวทิ้งท้าย




