บางคนมองว่า ข้อตกลงทางการค้าที่ประกาศเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมาซึ่งสหรัฐฯ ลดภาษีศุลกากรที่จะเก็บจากสินค้านำเข้าจากอินโดนีเซีย ถือเป็นชัยชนะทางการทูตของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกกลุ่มหนึ่งเตือนว่า ประธานาธิบดีปราโบโวอาจให้คำมั่นสัญญาเกินจริง และสร้างภาระผูกพันที่มีค่าใช้จ่ายสูงให้กับอินโดนีเซีย
ทรัมป์ประกาศผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Truth Social ว่า บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับอินโดนีเซียแล้วหลังเจรจากับประธานาธิบดีปราโบโว และบอกกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า “พวกเขาต้องจ่าย 19% แต่พวกเราไม่ต้องจ่ายอะไรเลย...เราจะเข้าถึงอินโดนีเซียได้เต็มที่ และเรายังมีข้อตกลงทำนองนี้ที่กำลังจะประกาศอีกสองสามข้อตกลง”
วันที่ 16 ก.ค. ประธานาธิบดีปราโบโวเผยว่าการสนทนากับทรัมป์ เป็น “ยุคใหม่แห่งผลประโยชน์ร่วมกัน” ระหว่างทั้งสองฝ่าย
ภายใต้ข้อตกลงนี้ อินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะซื้อพลังงานจากสหรัฐฯ มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเครื่องบินโบอิ้ง 50 ลำ ซึ่งหลายลำเป็นเครื่องรุ่น 777s
มูลค่ามหาศาลของคำมั่นสัญญาว่าจะซื้อของอินโดนีเซีย และการขาดความชัดเจนว่าจะจัดหาเงินทุนและบูรณาการเข้ากับกลยุทธ์ระดับชาติอย่างไร ทำให้เกิดความสงสัย โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจสร้างบรรทัดฐานให้พันธมิตรทางการค้ารายอื่นๆ เรียกร้องเงื่อนไข “การเข้าถึงอย่างเต็มที่” ที่คล้ายคลึงกัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ โยฮาเนส สุไลมาน จาก Jenderal Achmad Yani University ในชวาตะวันตก พูดถึงแผนการซื้อเครื่องบินของโบอิ้งว่า สายการบินแห่งชาติ Garuda ของอินโดนีเซียกำลังประสบปัญหาด้านการเงินและไม่น่าจะอยู่ในตำแหน่งที่จะซื้อเครื่องบินล็อตใหญ่
เฉพาะไตรมาสแรกของปีนี้ สายการบิน Garuda มียอดขาดทุนสุทธิถึง 75.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าตัวเลขขาดทุนสุทธิของทั้งปีงบประมาณ 2024 ไปเรียบร้อย
เมื่อถูกถามถึงการซื้อเครื่องบินเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีปราโบโวเผยว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องขยายการดำเนินงานของสายการบินแห่งชาติ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีเครื่องบินใหม่
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังขอเกี่ยวกับการซื้อพลังงาน แม้ว่าอินโดนีเซียจะนำเข้าทั้งก๊าซปิโตรเลียมเหลวและเชื้อเพลิงอื่นๆ แต่นักวิเคราะห์มองว่า คำมั่นว่าจะนำเข้าพลังงานจากสหรัฐฯ มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน
ศิวาเก ดาร์มา เนการา นักวิชาการอาวุโสจาก ISEAS – Yusof Ishak Institute เผยกับ Straits Times ว่า ปริมาณการนำเข้าพลังงานไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอินโดนีเซีย และอาจทำให้เกิดภาระทางการคลังและความขัดแย้งทางนโยบายในอนาคต
เนการากล่าวว่า “ข้อตกลงไม่จำเป็นต้องสะท้อนความสมดุลหรือได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเสมอไป” และเตือนว่า อินโดนีเซียต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายระยะยาว “ยังไม่ชัดเจนว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะคุ้มค่ากับสิ่งที่จาการ์ตาเสนอไปหรือไม่”
มูลค่าการส่งออกของอินโดนีเซียไปสหรัฐฯ อยู่ที่เกือบ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ประมาณ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกหลักรวมถึง อิลเล็กทรอนิกส์ รองเท้า ยางรถยนต์ น้ำมันปาล์ม และกุ้งแช่แข็ง
วันที่ 16 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางของอินโดนีเซียประกาศลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เดือน ก.ย.ปีที่แล้ว โดยลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง 0.25% เหลือ 5.25% เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท่ามกลางการค้าโลกที่อ่อนแอลงและอุปสงส์ภายในประเทศที่ซบเซา
การใช้จ่ายครัวเรือนที่ซบเซาส่งผลให้การเติบโตอ่อนแอลงในไตรมาสแรก ขณะที่แนวโน้มในไตรมาสต่อๆ ไปก็ดูมืดมนเนื่องจากผลกระทบของภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ต่อการค้าโลก
ผู้สังเกตการณ์บางคนมองว่าการเจรจาโดยตรงระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศเป็นเรื่องดี
สายสัมพันธ์ส่วนตัวนี้เห็นได้ชัดหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว เมื่อปราโบโวโพสต์คลิปที่ตัวเขาต่อสายแสดงความยินดีกับทรัมป์ และเสนอว่าจะบินไปที่นั่นด้วยตัวเอง
โจชัว ปาร์ดีดี นักเศรษฐศาสตร์ของ Bank Permata เผยว่า ทรัมป์เลือกปราโบโวและเรียกปราโบโวว่า “ผู้ที่ได้รับความเคารพอย่างสูง” เป็นมากกว่าสัญลักษณ์ โดยถือเป็นชัยชนะของผู้นำอินโดนีเซียและแนวทางนโยบายต่างประเทศของเขา
“การได้รับการยอมรับโดยตรงจากผู้นำระดับโลกดังกล่าว เน้นย้ำถึงความสามารถของประธานาธิบดีปราโบโวในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อน และแสดงถึงความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในและต่างประเทศ” ปาร์ดีดีเผย
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ เตือนว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้นของอินโดนีเซีย
มูฮัมหมัด ฮาบิบ อาบิยัน ซาควัน จาก Centre for Strategic and International Studies เตือนว่า ลักษณะของข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผ่อนปรนการนำเข้าจำนวนมาก อาจกระตุ้นให้เกิดการเรียกร้องจากหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอื่นๆ
“สิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดคือ ขอบเขตของข้อตกลงที่ไม่ปกตินี้ จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนและประเทศคู่เจรจาการค้าเสรี โดยพันธมิตรอื่นๆ น่าจะเรียกร้องแบบเดียวกันนี้จากอินโดนีเซีย” ซาควันกล่าว และเสริมว่า จีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียและหนึ่งในนักลงทุนอันดับต้นๆ อาจมองว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นระหว่างอินโดนีเซียกับสหรัฐฯ น่าสงสัย
ซาควันเตือนอีกว่า รัฐบาลจะต้องแน่ใจว่ามีงบประมาณและความสามารถในการก่อหนี้สาธารณะเพียงพอเพื่อตอบสนองภาระผูกพันเหล่านี้ และยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นอีกด้วย
Photo by Ethan Miller / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP, Photo by BAY ISMOYO / AFP





