รัฐบาลกาตาร์ระบุเมื่อวันอังคาร (13 ม.ค.) ว่า “การยกระดับความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะส่งผลร้ายแรงต่อภูมิภาค” หลังจากที่สหรัฐฯ ขู่จะโจมตีตอบโต้การปราบปรามการประท้วงของรัฐบาลอิหร่าน
“เรารู้ว่าการยกระดับความขัดแย้งใดๆ...จะส่งผลร้ายแรงต่อภูมิภาคและที่อื่นๆ ดังนั้นเราจึงต้องการหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
— มาจิด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์กล่าวในการแถลงข่าว
“ขณะนี้เรายังอยู่ในสถานการณ์ที่เราเชื่อว่าสามารถหาทางออกทางการทูตได้ เรากำลังเจรจากับทุกฝ่าย โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อหาทางออกทางการทูต” อันซารี กล่าวเสริม
การประท้วงครั้งใหญ่ในอิหร่านตั้งแต่วันพฤหัสบดี (8 ม.ค.) ที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในความท้าทายต่อผู้นำอิหร่านมากที่สุดครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามโค่นล้มระบอบพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวีในปี 1979
ทำเนียบขาวกล่าวซ้ำเมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค.) ว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเพื่อหยุดยั้งการปราบปรามผู้ประท้วง”
ขณะที่ โมฮัมหมัด-บาเกร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ตอบโต้คำขู่ของทรัมป์ที่จะเข้าแทรกแซงว่า “อิหร่านพร้อมตอบโต้สหรัฐฯ” โดยเรียกกองทัพและเรือของสหรัฐฯ ว่าเป็น ‘เป้าหมายที่ถูกต้องตามกฎหมาย’
สหรัฐฯ ยังกล่าวอีกว่า “ช่องทางการทูตยังคงเปิดอยู่” แต่อิหร่านแสดงท่าทีที่แตกต่างออกไปมากในการหารือส่วนตัวกับ สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์
กลุ่มสิทธิมนุษยชน ‘HRANA’ ในสหรัฐฯ ระบุว่า “มีจำนวนผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยัน 2,003 ราย หนึ่งในนั้นมี 1,850 รายที่เป็นผู้ประท้วง และพบว่า 16,784 รายถูกควบคุมตัว ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากตัวเลขที่ให้ไว้เมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค.)”
(Photo by Piero CRUCIATTI / AFP)





