คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในประเทศไทยออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 5 ส.ค.หลังจากเยี่ยมทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ไทยว่า “ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลหรือข้อสังเกตใดๆ จากการเยี่ยมครั้งนี้ เนื่องจากหลักการนี้เป็นรากฐานของงานของพวกเรา ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรับรองความปลอดภัยของผู้คนที่เราช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ของเรา และการเข้าถึงอย่างต่อเนื่องที่เราต้องการเพื่อบรรลุภารกิจของเรา”
ICRC ในฐานะองค์กรอิสระและเป็นกลางได้ย้ำว่า “การทำงานในสถานกักขังนั้นยึดหลักการรักษาความลับและการหารือทวิภาคีกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมตัว แนวทางนี้ช่วยส่งเสริมความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์ และการสื่อสารอย่างเปิดกว้างกับทั้งผู้ถูกควบคุมตัวและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ”
ทาง ICRC ในประเทศไทยได้รับอนุญาตจากกองทัพไทยให้เข้าเยี่ยมทหารกัมพูชา 18 นาย ซึ่งถูกคุมขังและได้รับการจัดประเภทว่าเป็น ‘เชลยศึก’ ซึ่งกัมพูชาได้ร้องขอให้ ICRC เข้าแทรกแซงเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งตัวทหารเหล่านี้กลับประเทศตัวเอง
ตามอนุสัญญาเจนีวาระบุว่า ‘เชลยศึก’ คือ บุคลากรทางทหาร หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกองทัพซึ่งถูกข้าศึกจับกุมตัวระหว่างการสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม ในกรณีของทหารกัมพูชา 18 นายนี้ พวกเขาถูกควบคุมตัวหลังจากการหยุดยิง ทำให้นักวิเคราะห์บางคนสรุปว่า “พวกเขาถูกลักพาตัว และไม่ใช่เชลยศึกตามที่ไทยอ้าง”
ในเบื้องต้น กองทัพไทยกล่าวหาว่า “ทหารเหล่านี้ลักลอบเข้ามาในเขตแดนไทยโดยผิดกฎหมาย และพวกเขาจะถูกส่งตัวกลับประเทศหลังจากกระบวนการทางกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว โดยทางกองทัพไทยได้ส่งคืนทหารกัมพูชา 2 นายกลับประเทศแล้ว”
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกัมพูชาอ้างว่ากองกำลังไทยได้เข้าโจมตีทหารในดินแดนกัมพูชาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ขณะที่นักวิเคราะห์บางคนก็มองว่า “ทหารกัมพูชาเหล่านี้ไม่ใช่เชลยศึกที่ถูกกฎหมาย แต่เป็นเหยื่อของการลักพาตัวโดยกองกำลังไทยอย่างผิดกฎหมาย”
“เราขอแก้ไขเรื่องราว ทหารกัมพูชาที่เหลืออีก 18 นายซึ่งถูกควบคุมตัวโดยไทยอย่างผิดกฎหมายไม่ใช่เชลยศึก พวกเขาเป็นตัวประกัน ปล่อยตัวพวกเขาเดี๋ยวนี้” สม รัตนะ ศาสตราจารย์ด้านสื่อศึกษา กล่าว
ขณะที่ กิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา กล่าวว่า “แม้ว่าทั้ง 18 คนจะเป็นทหาร แต่กัมพูชายังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดความระมัดระวัง ทำให้กองกำลังไทยสามารถควบคุมตัวพวกเขาได้ในช่วงเวลาที่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการจับมือแสดงไมตรีและถ่ายภาพร่วมกัน...การกระทำดังกล่าวจะต้องได้รับการประณามอย่างรุนแรง”
(Photo by POOL / AFP)




