กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการครอบครัวของอินเดียระบุเมื่อค่ำวันอังคาร (27 ม.ค.) ว่า “ได้ ‘ควบคุมสถานการณ์ไวรัสนิปาห์ได้อย่างทันท่วงที’ หลังจากยืนยันผู้ติดเชื้อ 2 รายในรัฐเบงกอลตะวันตก” ขณะที่หลายประเทศในเอเชียยังคงกังวลและใช้มาตรการคัดกรองผู้เดินทางที่มาจากอินเดียแล้ว
“ผู้สัมผัสใกล้ชิด 196 รายที่เชื่อมโยงกับผู้ติดเชื้อ ได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสทั้งหมดแล้ว ซึ่งผลระบุว่า ‘เป็นลบ’...สถานการณ์อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ทั้งดำเนินการเฝ้าระวังเข้มข้นและการตรวจแล็บ”
— แถลงการณ์ระบุ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า “ไวรัสชนิดนี้มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 40-75% ซึ่งถือว่า ‘ร้ายแรง’ กว่าไวรัสโคโรนา (COVID-19) มาก”
หลายประเทศในเอเชียได้ประกาศมาตรการคัดกรองที่สนามบินและด่านพรมแดน ดังนี้ :
- จีนเสริมสร้างมาตรการป้องกันโรคในพื้นที่ชายแดน ขณะที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้เริ่มประเมินความเสี่ยงและฝึกอบรมพิเศษสำหรับบุคลากรทางการแพทย์แล้ว
- อินโดนีเซียและไทย ‘เพิ่มการคัดกรอง’ ที่สนามบินหลัก โดยมีการกรอกแบบฟอร์มแจ้งสุขภาพ ตรวจวัดอุณหภูมิ และเฝ้าสังเกตผู้โดยสารขาเข้า
- กระทรวงสาธารณสุขของเมียนมาแนะนำให้ ‘หลีกเลี่ยง’ การเดินทางที่ไม่จำเป็นไปยังรัฐเบงกอลตะวันตก
- กระทรวงสาธารณสุขของเวียดนามสั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่น ‘เพิ่มการเฝ้าระวัง’ ที่ด่านชายแดน สถานพยาบาล และชุมชนต่างๆ
- กระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซีย ‘เริ่มใช้มาตรการคัดกรองสุขภาพ’ ที่ด่านเข้าเมืองระหว่างประเทศ
- สนามบินของสิงคโปร์ ‘ตั้งจุดคัดกรอง’ และ ‘ตรวจวัดอุณหภูมิ’ ผู้เดินทางจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสนิปาห์ในอินเดีย
ไวรัสนิปาห์ซึ่งเป็นไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ถูกพบครั้งแรกระหว่างการระบาดในมาเลเซียช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งแพร่กระจายผ่านค้างคาวผลไม้ หมู และการติดต่อจากคนสู่คน นับตั้งแต่นั้นมา ก็มีการระบาดในบังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ขณะที่รัฐเกรละของอินเดียรายงานผู้ป่วยไวรัสนิปาห์เกือบทุกปีตั้งแต่ปี 2018
ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนรักษาไวรัสชนิดนี้ การรักษาเพียงอย่างเดียวจึงทำได้เพียง ‘การดูแลประคับประคอง’ เพื่อควบคุมภาวะแทรกซ้อน
(Photo by AFP)





