สถานีโทรทัศน์อิสราเอล ‘Channel 12 news’ รายงานถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่วันมานี้ เนื่องจากอิหร่านขู่ว่าจะตอบโต้ ‘อย่างเด็ดขาด’ ต่อการกระทำใดๆ ที่มุ่งเป้าไปที่อิหร่าน ท่ามกลางการประท้วงรุนแรงที่ลามไปทั่วประเทศ
การเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ ไปสู่ความเป็นไปได้ในการโจมตีอิหร่านเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หารือกับที่ปรึกษาของเขาเป็นเวลานานเกี่ยวกับประเด็นนี้เมื่อวันอังคาร (13 ม.ค.) ขณะที่แหล่งข่าวชาวอเมริกันที่สื่ออ้างถึง เผยว่า “เนื่องจากการนองเลือดในอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป จึงเป็นไปได้ว่าทรัมป์จะต้องทำอะไรบางอย่างภายใน 1 หรือ 2 วันอย่างช้าที่สุด”
New York Times รายงานว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ได้พิจารณาตัวเลือกหลายทาง ได้แก่ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงภายในของอิหร่าน หรือการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่ง 2 ตัวเลือกนี้ ‘มีความเป็นไปได้มากกว่า’ การโจมตีฐานนิวเคลียร์ หรือฐานขีปนาวุธ
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ขู่ว่าจะแทรกแซงอิหร่านอย่างเปิดเผยมาหลายวันแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ ในขณะที่การประท้วงยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งใน 31 จังหวัดของอิหร่าน และขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วเป็นการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่
แต่ในวันพุธ (14 ม.ค.) ทรัมป์บอกว่า สหรัฐฯ ได้รับแจ้งว่าการสังหารผู้ประท้วงได้ยุติลงแล้ว และอิหร่านจะไม่ดำเนินการประหารชีวิตตามที่ผู้ประท้วงกังวลกัน “เราได้รับแจ้งอย่างหนักแน่นแล้ว…เราได้รับแจ้งว่าการสังหารในอิหร่านกำลังหยุดลง และมันก็หยุดลงแล้ว” ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าว แต่หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงการใช้กำลังทหารว่าถูกยกเลิกไปด้วยหรือไม่ และปฏิเสธที่จะระบุว่าใครเป็นผู้แจ้งให้เขาทราบว่าการปราบปรามได้ยุติลงแล้ว
“เราได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวที่สำคัญมาก ๆ จากอีกฝ่ายหนึ่ง และพวกเขากล่าวว่าการสังหารได้หยุดลงแล้ว และการประหารชีวิตจะไม่เกิดขึ้น เดิมทีคาดว่าจะมีการประหารชีวิตจำนวนมากในวันนี้ และการประหารชีวิตเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้น เราได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และผมหวังว่ามันจะเป็นความจริง แต่ใครจะรู้”
— ทรัมป์ กล่าว
ก่อนหน้านี้ แอบบอส แอรอกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ติดต่อกับ สตีฟ วิทคอฟฟ์ ที่ปรึกษาอาวุโสของทรัมป์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ แอรอกชียังได้ประกาศเมื่อวันพุธ (14 ม.ค.) ว่า “รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์ ตอนนี้สถานการณ์สงบลงแล้ว” แอรอกชี กล่าว
เจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งระบุว่า“มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 รายนับตั้งแต่การประท้วงปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม” ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานว่า “มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,600 ราย” แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจริงอาจสูงกว่านั้นมาก
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีรายงานว่าอิสราเอลกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ขณะที่กองทัพอิสราเอลแถลงเมื่อคืนวันพุธ (14 ม.ค.) ว่า “ได้เพิ่มมาตรการป้องกันประเทศและกำลังติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด แต่ขอให้ประชาชนเชื่อถือเฉพาะข้อมูลอย่างเป็นทางการและหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวลือ”
“ผมรับทราบรายงานต่างๆ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา และขอชี้แจงว่า กองทัพอิสราเอลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”
— พลตรีเอฟฟี เดฟริน โฆษกกองทัพอิสราเอล กล่าว
“ขอให้เชื่อถือเฉพาะแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของกองทัพอิสราเอล และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวลือที่อาจทำให้ประชาชนวิตกกังวล...ในขณะนี้ แนวทางการป้องกันของกองบัญชาการป้องกันประเทศยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง” พลตรีเดฟริน กล่าว พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนอย่าเชื่อถือข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ
แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่บางส่วนได้รับคำแนะนำให้ออกจากฐานทัพอากาศอัลอูเดดของกองทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์เมื่อวันพุธ (14 ม.ค.) ทางฝั่งของสำนักข่าวของสหราชอาณาจักรก็รายงานว่า “อังกฤษกำลังถอนกำลังพลบางส่วนออกจากฐานทัพอากาศในกาตาร์เช่นกัน”
“สัญญาณทั้งหมดบ่งชี้ว่าการโจมตีของสหรัฐฯ กำลังจะเกิดขึ้น แต่ก็อย่างที่ทราบว่ารัฐบาลทรัมป์มักจะกระทำการแบบนี้เพื่อให้ทุกคนตื่นตัวอยู่เสมอ ความไม่แน่นอนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์”
— เจ้าหน้าที่ทหารตะวันตกคนหนึ่งบอกกับ Reuters
ขณะที่เจ้าหน้าที่ยุโรป 2 คนบอกว่า “การแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ อาจเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า” ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของสื่ออิสราเอล
(Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP)





