สำนักข่าว BBC รายงานว่า นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ริชี ซูนัค กล่าวว่า “ยุคทองของความสัมพันธ์กับจีนสิ้นสุดลงแล้ว” ในขณะที่เขาให้คำมั่นว่าจะพัฒนาจุดยืนของสหราชอาณาจักรที่มีต่อจีน
ในการกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศครั้งแรก ซูนัค กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมานั้นมี ‘ความไร้เดียงสา’ เขากล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้สหราชอาณาจักรจำเป็นต้องแทนที่ความคิดเพ้อฝันด้วย ‘ลัทธิปฏิบัตินิยมที่แข็งแกร่ง’ ที่มีต่อคู่แข่ง แต่เขาเตือนว่าอย่าใช้ ‘วาทศิลป์แบบสงครามเย็น’ และเสริมว่าไม่ควรเพิกเฉยต่อความสำคัญระดับโลกของจีน
คำปราศรัยนี้มีขึ้นหลังการประท้วงในจีนต่อกฎหมายปิดเมืองคุมโควิดที่เข้มงวดของประเทศช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีนักข่าวจาก BBC คนหนึ่งถูกควบคุมตัวเป็นเวลาหลายชั่วโมงและถูกตำรวจทำร้ายร่างกายขณะจับกุม โดยซูนัค กล่าวกับผู้นำทางธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศว่า “ในการเผชิญกับการประท้วง จีนเลือกที่จะปราบปรามต่อไป รวมทั้งการทำร้ายนักข่าว BBC ด้วย”
“เราตระหนักดีว่าจีนมีความท้าทายอย่างเป็นระบบต่อค่านิยมและผลประโยชน์ของเรา ซึ่งเป็นความท้าทายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในขณะที่จีนเองก็เคลื่อนไปสู่อำนาจนิยมที่ยิ่งใหญ่กว่า…ยุคทองของความสัมพันธ์ อังกฤษ-จีน จบลงแล้ว พร้อมกับ ‘ความคิดไร้เดียงสา’ ที่ว่าการค้าขายกับตะวันตกมากขึ้นจะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองของจีน” ซูนัค กล่าว
วลี ‘ยุคทอง’ ที่ว่านั้นเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นภายใต้การบริหารของอดีตนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน แต่ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างลอนดอนและปักกิ่งกลับถดถอยลง อย่างไรก็ดี ซูนัคเน้นย้ำว่า “เราไม่สามารถมองข้ามความสำคัญของจีนในกิจการโลก ต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกหรือประเด็นต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
“สหราชอาณาจักรจะทำงานร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เพื่อจัดการกับการแข่งขันที่เฉียบคมนี้ ซึ่งรวมถึงการทูตและการมีส่วนร่วม…มันหมายถึงการยืนหยัดต่อสู้กับคู่แข่งของเรา ไม่ใช่ด้วยวาทศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยลัทธิปฏิบัตินิยมที่แข็งแกร่ง” เขากล่าวเสริม
นอกจากนี้ ในคำปราศรัย ซูนัคยังสะท้อนวลีที่ว่า จีนเป็น ‘ความท้าทายเชิงระบบ’ อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม แนว ‘ลัทธินิยมปฏิบัติที่แข็งแกร่ง’ ในสุนทรพจน์กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยอดีตผู้นำ ส.ส. เอียน ดันแคน สมิธ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้สนับสนุนที่ผลักดันให้มีแนวปฏิบัติที่เข้มงวดขึ้น
สมิธเขียนใน Daily Express ว่า “จีนกลายเป็น ‘ภัยคุกคาม’ ที่ชัดเจนและมีอยู่ในปัจจุบันต่อเราและพันธมิตรของเรา ผมสงสัยว่าตอนนี้ลัทธิปฏิบัตินิยมที่รุนแรงฟังดูเหมือนการปลอบใจมากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่”
ด้าน เดวิด แลมมี รัฐมนตรีต่างประเทศเงาของพรรคแรงงาน เรียกสุนทรพจน์นี้ว่า ‘เบาบางเหมือนโจ๊ก’ โดยกล่าวหาว่า ซูนัคกำลังพลิกแพลงวาทศิลป์ต่อจีน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ซูนัคต้องเผชิญแรงกับกดดันจากกลุ่ม ส.ส.อนุรักษนิยม เพื่อทำให้จุดยืนของอังกฤษมีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งผู้นำ ส.ส.และนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่อเดือนก่อน
ในการกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศครั้งแรก ซูนัค กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมานั้นมี ‘ความไร้เดียงสา’ เขากล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้สหราชอาณาจักรจำเป็นต้องแทนที่ความคิดเพ้อฝันด้วย ‘ลัทธิปฏิบัตินิยมที่แข็งแกร่ง’ ที่มีต่อคู่แข่ง แต่เขาเตือนว่าอย่าใช้ ‘วาทศิลป์แบบสงครามเย็น’ และเสริมว่าไม่ควรเพิกเฉยต่อความสำคัญระดับโลกของจีน
คำปราศรัยนี้มีขึ้นหลังการประท้วงในจีนต่อกฎหมายปิดเมืองคุมโควิดที่เข้มงวดของประเทศช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีนักข่าวจาก BBC คนหนึ่งถูกควบคุมตัวเป็นเวลาหลายชั่วโมงและถูกตำรวจทำร้ายร่างกายขณะจับกุม โดยซูนัค กล่าวกับผู้นำทางธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศว่า “ในการเผชิญกับการประท้วง จีนเลือกที่จะปราบปรามต่อไป รวมทั้งการทำร้ายนักข่าว BBC ด้วย”
“เราตระหนักดีว่าจีนมีความท้าทายอย่างเป็นระบบต่อค่านิยมและผลประโยชน์ของเรา ซึ่งเป็นความท้าทายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในขณะที่จีนเองก็เคลื่อนไปสู่อำนาจนิยมที่ยิ่งใหญ่กว่า…ยุคทองของความสัมพันธ์ อังกฤษ-จีน จบลงแล้ว พร้อมกับ ‘ความคิดไร้เดียงสา’ ที่ว่าการค้าขายกับตะวันตกมากขึ้นจะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองของจีน” ซูนัค กล่าว
‘ยุคทอง’ สิ้นสุดลงแล้ว
วลี ‘ยุคทอง’ ที่ว่านั้นเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นภายใต้การบริหารของอดีตนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน แต่ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างลอนดอนและปักกิ่งกลับถดถอยลง อย่างไรก็ดี ซูนัคเน้นย้ำว่า “เราไม่สามารถมองข้ามความสำคัญของจีนในกิจการโลก ต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกหรือประเด็นต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
“สหราชอาณาจักรจะทำงานร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เพื่อจัดการกับการแข่งขันที่เฉียบคมนี้ ซึ่งรวมถึงการทูตและการมีส่วนร่วม…มันหมายถึงการยืนหยัดต่อสู้กับคู่แข่งของเรา ไม่ใช่ด้วยวาทศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยลัทธิปฏิบัตินิยมที่แข็งแกร่ง” เขากล่าวเสริม
นอกจากนี้ ในคำปราศรัย ซูนัคยังสะท้อนวลีที่ว่า จีนเป็น ‘ความท้าทายเชิงระบบ’ อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม แนว ‘ลัทธินิยมปฏิบัติที่แข็งแกร่ง’ ในสุนทรพจน์กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยอดีตผู้นำ ส.ส. เอียน ดันแคน สมิธ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้สนับสนุนที่ผลักดันให้มีแนวปฏิบัติที่เข้มงวดขึ้น
สมิธเขียนใน Daily Express ว่า “จีนกลายเป็น ‘ภัยคุกคาม’ ที่ชัดเจนและมีอยู่ในปัจจุบันต่อเราและพันธมิตรของเรา ผมสงสัยว่าตอนนี้ลัทธิปฏิบัตินิยมที่รุนแรงฟังดูเหมือนการปลอบใจมากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่”
ด้าน เดวิด แลมมี รัฐมนตรีต่างประเทศเงาของพรรคแรงงาน เรียกสุนทรพจน์นี้ว่า ‘เบาบางเหมือนโจ๊ก’ โดยกล่าวหาว่า ซูนัคกำลังพลิกแพลงวาทศิลป์ต่อจีน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ซูนัคต้องเผชิญแรงกับกดดันจากกลุ่ม ส.ส.อนุรักษนิยม เพื่อทำให้จุดยืนของอังกฤษมีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งผู้นำ ส.ส.และนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่อเดือนก่อน



