มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แสดงการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของรัฐบาลทรัมป์ต่อแผนของ เบนจามิน เนทันยาฮู ระหว่างการเยือนเยรูซาเล็ม โดยระบุว่า “รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับการปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลและการทำลายล้างกลุ่มฮามาส”
ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณชนร่วมกับเนทันยาฮู รูบิโอไม่ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ของการหยุดยิง และไม่ได้กล่าวซ้ำถึงคำวิจารณ์ของเขาก่อนหน้านี้ต่ออิสราเอลที่โจมตีทางอากาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยมีเป้าหมายโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาสในกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ อีกประเทศหนึ่ง
เนทันยาฮูกล่าวหลังถูกถามว่าเขาจะตัดความเป็นไปได้ในการโจมตีกาตาร์อีกหรือไม่ว่า “อิสราเอล เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ จะปฏิบัติตามหลักการที่ว่าผู้ก่อการร้ายจะไม่ได้รับความคุ้มครองไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม”
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศว่า รูบิโอจะเยือนกรุงโดฮาในวันอังคาร (16 ก.ย.) ระหว่างเดินทางไปลอนดอน เนื่องจากรัฐบาลทรัมป์พยายามรักษาความสัมพันธ์กับกาตาร์หลังจากอิสราเอลโจมตีผู้นำฮามาสในกรุงโดฮาเมื่อวันอังคาร (9 ก.ย.) ที่ผ่านมา
“เป้าหมายของอิสราเอลในการโจมตีครั้งนี้คือการขัดขวางการเจรจาหยุดยิง ใครก็ตามที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งและเป็นระบบเพื่อลอบสังหารฝ่ายที่ตัวเองกำลังเจรจาด้วย ย่อมตั้งใจที่จะขัดขวางการเจรจา”
— เชค ทามิม บิน ฮามัด อัล-ธานี เจ้าผู้ครองนครกาตาร์ กล่าวกับผู้นำคนอื่นๆ ในการประชุมสุดยอดอาหรับและอิสลามฉุกเฉินที่กรุงโดฮา
ผู้นำฮามาสได้เดินทางไปยังกรุงโดฮาเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเสนอหยุดยิงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของอิสราเอลที่ต้องการให้มีข้อตกลงขั้นเดียวเพื่อปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด 20 คนที่เชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ และศพอีก 28 ศพที่เชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว โดยฮามาสได้ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงแบบเป็นขั้นตอนในเดือนสิงหาคมตามแนวทางที่ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตสหรัฐฯ เสนอ
ทั้งนี้ รูบิโอไม่ได้กล่าวถึงข้อตกลงหยุดยิงที่เป็นไปได้ในเยรูซาเล็ม นอกจากกล่าวว่า “สหรัฐฯ จะยังคงหาทางและทุ่มเทเพื่อผลลัพธ์ที่สันติ” ซึ่งเขากล่าวว่า “ขึ้นอยู่กับการกำจัดฮามาส...ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เป้าหมายยังคงเหมือนเดิม นั่นคือตัวประกันทั้ง 48 คน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตแล้ว พวกเขาต้องได้กลับบ้าน ได้กลับประเทศ”
“ฮามาสต้องยุติการดำรงอยู่ในฐานะกองกำลังติดอาวุธที่คุกคามสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ประชาชนในฉนวนกาซาสมควรได้รับอนาคตที่ดีกว่า แต่อนาคตที่ดีกว่านั้นจะไม่สามารถเริ่มต้นได้จนกว่าฮามาสจะถูกกำจัด”
— รูบิโอ กล่าว
รูบิโอเตือนว่า การยอมรับปาเลสไตน์โดยพันธมิตรหลายประเทศของสหรัฐฯ รวมถึงสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส แคนาดา เบลเยียม และออสเตรเลีย จะทำให้โอกาสเกิดสันติภาพลดน้อยลง “ที่จริงแล้ว มันทำให้การเจรจายากขึ้น...เพราะมันทำให้กลุ่มเหล่านี้ (ฮามาสและนักรบชาวปาเลสไตน์) กล้ามากขึ้น”
แต่รูบิโอขอไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการรุกรานทางบกของอิสราเอลในเมืองกาซา โดยก่อนการรุกรานครั้งนั้น กองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอลได้ทำลายอาคารอพาร์ตเมนต์ทั่วเมือง และสั่งให้ประชาชนอพยพ ซึ่งทำให้ได้รับเสียงประณามจากนานาชาติ
ชาวปาเลสไตน์หลายหมื่นคนอพยพออกจากเมืองกาซาไปทางตอนใต้ แต่ประชาชนกว่าหนึ่งล้านคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองใหญ่แห่งนี้ส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่ต่อ เนื่องจากว่าพวกเขาไม่สามารถย้ายที่อยู่ได้ หรือไม่มีที่ไป โดยที่ทางหน่วยงานด้านมนุษยธรรมระบุว่า “ไม่มีที่ใดในกาซาที่ปลอดภัย หรือเหมาะสมสำหรับผู้พลัดถิ่นอีกต่อไป”
อย่างไรก็ตาม เนทันยาฮูได้ออกมาปกป้องแผนการรุกรานของอิสราเอลว่า “เราไม่ได้ทำลายอาคารเหล่านั้นเพื่อข่มขู่ประชาชน อาคารเหล่านั้นเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮามาส สิ่งที่เรากำลังทำคือ เรากำลังบอกประชาชน...เราขอให้พวกคุณออกไป แล้วฮามาสกำลังทำอะไรอยู่? พวกเขา (ฮามาส) ขอให้ประชาชนอยู่ต่อ เพราะพวกเขา (ฮามาส) ต้องการใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์”
แต่ ฟรานเชสกา อัลบานีส ผู้รายงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอ เผยว่า “เป้าหมายของการโจมตีเมืองกาซาคือ การทำให้เมืองนี้ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ นี่คือพื้นที่สุดท้ายของกาซาที่ต้องทำให้ไม่สามารถอยู่อาศัยได้”
เนทันยาฮู กล่าวอีกว่า
“การโจมตีที่กาตาร์เป็น ‘การตัดสินใจโดยอิสระของอิสราเอล’ ซึ่งรัฐบาลอิสราเอลรับผิดชอบอย่างเต็มที่” แต่เนทันยาฮูปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดของผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าภารกิจนี้ ‘ไม่ได้ล้มเหลว’
จนถึงขณะนี้ เนทันยาฮูกำลังถูกศาลอาญาระหว่างประเทศออกหมายจับในข้อหา ‘อาชญากรรมสงคราม’ ขณะที่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศก็กำลังพิจารณาข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลของเขากำลัง ‘ก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ซึ่งอิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยอ้างว่าทำไปเพื่อป้องกันตัวเองหลังจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งคร่าชีวิตชาวอิสราเอลไป 1,200 คน โดยมากกว่า 2 ใน 3 เป็นพลเรือน
(Photo by Nathan Howard / POOL / AFP)




