รัสเซียเสนอเจรจากับสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการทดสอบนิวเคลียร์ใต้ดินอย่างลับๆ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อพยายามลดความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์อันดับหนึ่งและสองของโลก หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัสเซียและจีนทำการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อย่างลับๆ
เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย แถลงผ่านสื่อของรัฐว่า "เราพร้อมหารือเกี่ยวกับความสงสัยที่เพื่อนๆ ชาวอเมริกันหยิบยกขึ้นมา เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เราอาจทำอะไรบางอย่างใต้ดินในความลับ" ทั้งนี้ รัสเซียได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างเด็ดขาด
ข้อกล่าวหาจากทรัมป์
ทรัมป์ได้กล่าวหาในสัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีบีเอสนิวส์เมื่อต้นเดือนนี้ว่า ทั้งรัสเซียและจีนได้ทำการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อย่างลับๆ หลังจากยกเลิกการประชุมสุดยอดที่เสนอไว้กับปูติน เรื่องยูเครนอย่างกะทันหัน ข้อกล่าวหานี้สร้างความกังวลและความสับสนในวงการระหว่างประเทศ
ทั้งสามประเทศไม่ได้ทดสอบหัวรบนิวเคลียร์อย่างเปิดเผยมาตั้งแต่ยุค 1990 และทั้งหมดได้ลงนามแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาห้ามทดสอบนิวเคลียร์ที่ครอบคลุม (CTBT) ที่ห้ามการระเบิดทดสอบนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ
ระบบตรวจสอบโลก
ลาฟรอฟระบุว่า สหรัฐฯ สามารถตรวจสอบได้ว่ารัสเซียทดสอบหัวรบนิวเคลียร์หรือไม่ ผ่านระบบตรวจวัดแผ่นดินไหวระดับโลก เขาเสริมว่า "การทดสอบอื่นๆ ทั้งการทดสοบย่อยที่ไม่เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ และการทดสอบระบบส่ง ไม่เคยถูกห้าม"
โฆษกเครมลิน ดมิทรี เปสคอฟ กล่าวกับนักข่าวว่า รัสเซียยังไม่ได้รับการชี้แจงจากวอชิงตันเกี่ยวกับรายละเอียดของข้อกล่าวหา "จนถึงตอนนี้ ฝ่ายอเมริกันยังไม่ได้ให้คำอธิบายใดๆ"
สถิตินิวเคลียร์โลก
ตามข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) รัสเซียและสหรัฐฯ ครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ที่นำไปใช้งานและเก็บสำรองรวมกันประมาณ 8,000 หัว คิดเป็นประมาณ 85% ของจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมดของโลก
ลาฟรอฟยังกล่าวว่า มอสโกยังคงเปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ของการพบปะระหว่างปูตินกับทรัมป์ แม้ว่าการประชุมสุดยอดที่บูดาเปสต์จะถูกยกเลิกไปแล้วก็ตาม โดยเขาระบุว่าความตึงเครียดด้านนิวเคลียร์ล่าสุดไม่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกการประชุมสุดยอดดังกล่าว




