เซอร์เกย์ รยาคอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวเมื่อวันจันทร์ (25 พ.ย.) ว่า รัสเซียกำลังพิจารณาติดตั้งขีปนาวุธพิสัยใกล้ถึงพิสัยกลางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
รยาคอฟให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว TASS สื่อของรัฐบาลรัสเซียว่า ทางเลือกนี้อาจเป็นการตอบโต้ต่อรายงานที่ว่าสหรัฐฯ อาจติดตั้งระบบขีปนาวุธของตัวเองเพิ่มอีกในภูมิภาคดังกล่าว “แน่นอนว่านี่เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีการพูดถึงกันหลายครั้งแล้ว”
ผู้สื่อข่าวได้ถามรยาคอฟว่า ‘รัสเซียอาจติดตั้งขีปนาวุธในประเทศต่างๆ ในเอเชียหรือไม่’ จากนั้นเขาก็อธิบายว่า “การปรากฏของระบบติดตั้งขีปนาวุธสหรัฐฯ ในภูมิภาคใดๆ ของโลกจะเป็นตัวกำหนดขั้นตอนต่อไปของเราไว้ล่วงหน้า รวมถึงในขอบเขตการจัดระเบียบการตอบสนองทางเทคนิคทางทหารของเรา”
คำพูดของรยาคอฟถือเป็นสัญญาณว่ารัสเซียอาจก้าวเข้าสู่ภูมิภาคที่เป็นแหล่งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน
ความคิดเห็นของเขามีขึ้นในขณะที่สำนักข่าว Kyodo News ของญี่ปุ่นรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (24 พ.ย.) ว่า สหรัฐฯ และญี่ปุ่นกำลังร่วมกันร่างแผนฉุกเฉินสำหรับไต้หวัน ซึ่งจะส่งหน่วยขีปนาวุธของสหรัฐฯ ไปประจำการในฟิลิปปินส์และหมู่เกาะนันเซอิ
หมู่เกาะนันเซอิเป็นกลุ่มเกาะที่ทอดยาวจากชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นไปจนถึงไต้หวัน และฐานทัพชั่วคราวที่นั่นจะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถตั้งฐานขีปนาวุธใกล้กับไต้หวันได้
Kyodo News อ้างแหล่งข่าวญี่ปุ่นไม่เปิดเผยชื่อซึ่งรายงานว่า ในกรณีที่เกิดวิกฤตในไต้หวัน แผนของญี่ปุ่น-สหรัฐฯ จะส่งกองทหารนาวิกโยธินชายฝั่งสหรัฐฯ ไปยังหมู่เกาะนันเซอิ พร้อมด้วยระบบยิงจรวดหลายลำหรือ ไฮมาร์ส (HIMARS)
กองทหารนาวิกโยธินชายฝั่งที่ 12 มีฐานทัพอยู่ในบริเวณใกล้เคียงที่โอกินาวะอยู่แล้ว แต่ Kyodo News ไม่ได้ระบุชื่อหน่วยใดโดยเฉพาะ ในขณะเดียวกัน กองทัพบกสหรัฐฯ จะตอบโต้โดยการส่งหน่วยพิสัยไกลจากกองกำลังปฏิบัติการเฉพาะกิจ (Multi-Domain Task Force) ไปยังฟิลิปปินส์
สหรัฐฯ ได้ติดตั้งไทฟอน (Typhon) ระบบยิงระยะกลางทางยุทธศาสตร์ในฟิลิปปินส์ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งระบบนี้ถูกนำไปใช้ในการซ้อมรบร่วมกับมะนิลาเป็นครั้งแรก ระบบภาคพื้นดินดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในระบบใหม่ล่าสุดของสหรัฐฯ และสามารถยิงได้ทั้งขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์ก และขีปนาวุธสกัดกั้นอาร์ไอเอ็ม-66 สแตนดาร์ด
ในช่วงปลายเดือนกันยายน สำนักข่าวี AP รายงานว่า สหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ตกลงที่จะเก็บระบบยิงระยะกลางไทฟอนไว้ในหมู่เกาะนี้อย่างไม่มีกำหนด การตัดสินใจดังกล่าวทำให้จีนไม่พอใจอย่างมาก ซึ่งจีนได้เรียกร้องมาเป็นเวลานานหลายเดือนให้ถอดระบบดังกล่าวออกจากฟิลิปปินส์
เมื่อเช้าตรู่ของวันจันทร์ (25 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นจีน สำนักข่าวซินหัวได้เผยแพร่ความเห็นของรยาคอฟในรายงานสั้นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยภายใต้เงาของการล่มสลายของสนธิสัญญาพลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง
ข้อตกลงที่ลงนามในปี 1987 เป็นข้อตกลงระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ ในการห้ามใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลแบบนิวเคลียร์และแบบยิงจากพื้นดิน รวมถึงขีปนาวุธร่อนที่มีพิสัยการยิงระหว่าง 500-5,500 กิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญาดังกล่าวเริ่มแตกออกเป็นสองทศวรรษต่อมา เมื่อสหรัฐฯ และพันธมิตรกล่าวหาว่ารัสเซียละเมิดข้อตกลงด้วยการสร้างและติดตั้งขีปนาวุธร่อนโนเวเตอร์ 9M729
ในปี 2019 รัฐบาลทรัมป์ประกาศถอนตัวจากสนธิสัญญาโดยระบุว่ารัสเซียไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ขณะเดียวกัน รัสเซียก็ตำหนิสหรัฐฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าว
Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP




