รัสเซียถล่มกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธและโดรนในช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 12 ราย ท่ามกลางคำเตือนของประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ว่า รัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกองทัพอากาศยูเครนแจ้งเตือนว่า ขีปนาวุธพิสัยไกลกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
เคียฟลุกเป็นไฟ ประชาชนแห่หนีเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว AFP ในพื้นที่ใจกลางและฝั่งตะวันออกของกรุงเคียฟรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดหลายสิบครั้ง และเห็นประชาชนบางส่วนพาเด็กและสัตว์เลี้ยงวิ่งหลบเข้าไปยังสถานีรถไฟใต้ดินที่ถูกใช้เป็นหลุมหลบภัย นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ วิตาลี คลิตช์โก แจ้งผ่านเทเลแกรมว่า เมืองหลวงกำลังถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลและอากาศยานไร้คนขับ พร้อมระบุว่า เสียงระเบิดดังกระหึ่มทั่วทั้งเมือง
บุคลากรการแพทย์บาดเจ็บ อาคารพังถล่ม
ผู้บาดเจ็บทั้ง 5 รายเป็นบุคลากรทางการแพทย์ในเขตเชฟเชนคิฟสกี โดย 1 รายอยู่ในอาการวิกฤต ติมูร์ ตคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารทหารของกรุงเคียฟระบุว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้เกิดเพลิงไหม้ อาคารที่พักอาศัยได้รับความเสียหายจนพังทลาย และสถานพยาบาลแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายด้วย
เซเลนสกียกเลิกเยือนไอร์แลนด์
ก่อนหน้านี้ในวันพุธ เซเลนสกีประกาศยกเลิกการเยือนกรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์กลางคัน หลังได้รับรายงานข่าวกรองว่า รัสเซียกำลังจะเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ โดยเรียกร้องให้ชาวยูเครนใช้ที่หลบภัยและปฏิบัติตามสัญญาณเตือนภัยทางอากาศอย่างเคร่งครัด พร้อมระบุว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้วางแผนการโจมตีครั้งนี้มาระยะหนึ่งแล้ว
สงครามยืดเยื้อ ยอดตายพุ่งกว่า 2 ล้านคน
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ดำเนินมากว่า 4 ปี นับตั้งแต่รัสเซียบุกรุกยูเครน และกลายเป็นสงครามที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รายงานล่าสุดจากศูนย์วิจัยเชิงยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ หรือ CSIS ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีผู้สูญเสียทางทหารรวมกว่า 2 ล้านคน โดยรัสเซียแบกรับความสูญเสียมากกว่า ขณะที่ความพยายามของสหรัฐฯ ในการไกล่เกลี่ยยุติความขัดแย้งยังไม่สำเร็จ




