ปีที่แล้วแก๊งสแกมเมอร์ในอาเซียนหลอกเงินไปแล้ว 2 ล้านล้านบาท

11 มิ.ย. 2567 - 13:29

  • เมียนมา กัมพูชา และลาว เป็นศูนย์กลางของการหลอกลวง (Scam) ในภูมิภาคนี้

  • ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนถูกโยงกับปฏิบัติการของแก๊งดังกล่าวว่าอำนวยความสะดวกในการค้ามนุษย์หลายแสนคนที่ผิดกฎหมาย ซึ่งถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกม พร้อมทั้งจัดหาแหล่งฟอกเงินจากการดำเนินการทางอาชญากรรม

scamming_compounds_in_se_asia_stole_64_billion_dollar_in_2023_SPACEBAR_Hero_63a7d94172.jpg

รายงานฉบับใหม่ที่เผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ (7 มิ.ย.) ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลายเป็นแหล่งแพร่กระจายที่สำคัญสำหรับเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติที่มีต้นกำเนิดจากในประเทศจีน  

รายงานดังกล่าว ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มศึกษาที่นำโดย เจสัน ทาวเวอร์ และพริสซิลลา แคลปป์ จากสถาบันเพื่อสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) ระบุว่า การประเมินเงินทุนที่ถูกหลอกกอบโกยไปโดยองค์กรอาชญากรรมเมื่อปีที่แล้วนั้นมีมูลค่าเกือบ 64,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.3 ล้านล้านบาท)  

เมียนมา กัมพูชา และลาว เป็นศูนย์กลางของการหลอกลวง (Scam) ในภูมิภาคนี้ แต่ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนถูกโยงกับปฏิบัติการของแก๊งดังกล่าวว่าอำนวยความสะดวกในการค้ามนุษย์หลายแสนคนที่ผิดกฎหมาย ซึ่งถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกม พร้อมทั้งจัดหาแหล่งฟอกเงินจากการดำเนินการทางอาชญากรรม  

สแกมเมอร์หลายคนเป็น ‘เหยื่อแรงงานที่ถูกบังคับ’ มาจากกว่า 50 ประเทศ และพบว่าพวกเขาถูกหลอกจากโฆษณาออนไลน์ จากนั้นจึงถูกนำตัวไปค้ามนุษย์ 

ทว่าปฏิบัติการหลอกลวงครั้งใหญ่ในเมียนมาใกล้กับชายแดนจีนและไทยกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของสงครามกลางเมืองของประเทศ นอกจากนี้ ศูนย์สแกมกระจายยังอยู่ตามริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเมย ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างเมียนมาและทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย  

กองกำลังติดอาวุธในท้องถิ่นที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลเผด็จการทหารปกป้องพื้นที่หลายแห่งซึ่งมีผู้คนหลายหมื่นคนถูกควบคุมตัว และถูกบังคับให้ทำงานในปฏิบัติการหลอกลวงในพื้นที่โกก้าง รัฐกะเหรี่ยงทางตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศใกล้ชายแดนไทย  

ในขณะที่พื้นที่หลายแห่งในภูมิภาคโกก้างถูกปิดเมื่อปลายปีที่แล้วโดยกลุ่มต่อต้านชาติพันธุ์ในท้องถิ่น ผู้คนเกือบ 50,000 คนเดินทางกลับจีน และแก๊งอาชญากรได้รวมกลุ่มกันใหม่ในภูมิภาคเมียวดี  

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์กลางระดับภูมิภาคที่สำคัญอีก 2 แห่ง ได้แก่ เขตป้อมปราการทางตอนใต้ของกัมพูชา ซึ่งคาสิโนและโรงแรมถูกทิ้งให้ว่างเปล่าระหว่างการระบาดของโควิด และเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำที่อยู่ติดกับแม่น้ำโขงทางตอนเหนือของลาว  

การหลอกลวงทางไซเบอร์ในกัมพูชาคาดว่าจะมีมูลค่าเกินกว่า 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 4.5 แสนล้านบาท) คิดเป็นครึ่งหนึ่งของ GDP ของประเทศ ในรายงานเสริมอีกว่าแก๊งอาชญากรรมในประเทศลุ่มน้ำโขงมีรายได้ 4.38 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 40% ของ GDP รวมของทั้ง 3 ประเทศ 

เงินก้อนใหญ่นี้มอบให้กับกองทัพเมียนมาและกองกำลังติดอาวุธกะเหรี่ยงในท้องถิ่นซึ่งเดิมเรียกว่า ‘DKBA’ นำโดยพันเอกจิตทู รวมถึงชนชั้นปกครองในกัมพูชาและลาว  

รายงานระบุว่า กระบวนการอาชญากรรมเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบเชิงลบเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงแต่ต่อจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทั่วโลกอีกด้วย  

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ตกเป็นเหยื่อรายใหญ่ของกลุ่มสแกมเมอร์ในอาเซียน โดยสูญเสียเงินหลายพันล้านต่อปี แม้ว่าอัยการแคลิฟอร์เนียจะแถลงข่าวที่กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ แต่ตัวเลขที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก เนื่องจากเหยื่อจำนวนมากมักไม่เต็มใจที่จะพูดในที่สาธารณะเกี่ยวกับความทุกข์ทรมานจากการสูญเสียอย่างน่าอัปยศ 

เจสัน ทาวเวอร์ ผู้อำนวยการ USIP ประจำประเทศเมียนมากล่าวว่า “กลุ่มอาชญากรรมส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดในจีนและเติบโตจากศูนย์การพนันออนไลน์ในฟิลิปปินส์ในรัฐบาลของดูเตอร์เต จากนั้นจึงฝังตัวอยู่ในภูมิภาคอาเซียน และเริ่มมุ่งเป้าไปที่ผู้คนทั่วโลกหลังสิ้นสุดการแพร่ระบาดของโควิด”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์