สำนักข่าว Insider รายงานว่า นักพันธุศาสตร์ได้สร้างปลาดุกที่ต้านทานโรคโดยใช้ดีเอ็นเอของจระเข้ ซึ่งในวันหนึ่งพวกมันอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาหารเรา
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยออเบิร์นตีพิมพ์บทความเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยระบุรายละเอียดถึงความพยายามในการดัดแปลงพันธุกรรมปลาดุกด้วยยีนแคธีลิซิดีน (cathelicidin) ของจระเข้
ยีน Cathelicidin จะพบอยู่ในลำไส้ของจระเข้เป็นเปปไทด์ต้านจุลชีพที่มีหน้าที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตต่อสู้กับโรคต่างๆ โดยนักวิจัยจะเพิ่มยีนดังกล่าวเข้ามาโดยใช้คริสเปอร์ (CRISPR) ซึ่งช่วยให้ปลาดุกมีความต้านทานโรคสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปลาดุกป่า “อัตราการรอดชีวิตของปลาดุกนั้นสูงกว่า 2-5 เท่า” นักวิจัยกล่าวกับนิตยสาร MIT Technology Review
หลังจากที่นักวิจัยได้เพิ่ม cathelicidin ลงในยีนสำหรับฮอร์โมนเจริญพันธุ์ก็พบว่า มันช่วยลดความสามารถในการสืบพันธุ์ของปลาดุก ซึ่งพวกเขากล่าวว่าเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการปนเปื้อนทางพันธุกรรมของปลาลูกผสมกับปลาดุกป่า
อย่างไรก็ดี ในบทความวิจัยนี้ซึ่งนักวิจัยสังเกตเห็นว่าความไม่แน่นอนบางประการในการใช้เทคโนโลยี CRISPR ซึ่งใช้และศึกษาในปลาเป็นหลักนั้นยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยพิชญพิจารณ์
ทั้งนี้ นักวิจัยหวังว่าการตัดต่อยีนจระเข้และปลาดุกจะสามารถใช้ควบคู่กับเทคนิคการเพาะพันธุ์ปลาดุกอื่นๆ ได้เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตปลาดุก และในปี 2021 พบว่า มีการผลิตปลาดุกประมาณ 307 ล้านปอนด์ในสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ โดยปลาดุกคิดนั้นเป็นกว่า 50% ของความต้องการปลาเลี้ยงในฟาร์มของสหรัฐฯ
การทำฟาร์มเลี้ยงปลาดุกจำเป็นต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก เนื่องจากโรคต่างๆ จะแพร่ในกลุ่มปลาดุกเนื่องจากพื้นที่ในฟาร์มมีจำกัด โดยพบว่าประมาณ 45% ของลูกปลาดุกตายเนื่องจากโรคติดเชื้อ ขณะที่ปลาโดยทั่วไปมีความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะน้อยลงด้วยเช่นกัน
แม้ว่าผู้บริโภคอาจไม่สบายใจกับแนวคิดที่ว่าปลาดุกจะต้องมีดีเอ็นเอของจระเข้ผสมอยู่ด้วย แต่ เร็กซ์ ดันแฮม และ เปาเฟิง ซู นักวิจัยหลัก กล่าวกับ MTR ว่า “เนื้อลูกผสมจะปลอดภัยอย่างสมบูรณ์”
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยออเบิร์นตีพิมพ์บทความเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยระบุรายละเอียดถึงความพยายามในการดัดแปลงพันธุกรรมปลาดุกด้วยยีนแคธีลิซิดีน (cathelicidin) ของจระเข้
ยีน Cathelicidin จะพบอยู่ในลำไส้ของจระเข้เป็นเปปไทด์ต้านจุลชีพที่มีหน้าที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตต่อสู้กับโรคต่างๆ โดยนักวิจัยจะเพิ่มยีนดังกล่าวเข้ามาโดยใช้คริสเปอร์ (CRISPR) ซึ่งช่วยให้ปลาดุกมีความต้านทานโรคสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปลาดุกป่า “อัตราการรอดชีวิตของปลาดุกนั้นสูงกว่า 2-5 เท่า” นักวิจัยกล่าวกับนิตยสาร MIT Technology Review
หลังจากที่นักวิจัยได้เพิ่ม cathelicidin ลงในยีนสำหรับฮอร์โมนเจริญพันธุ์ก็พบว่า มันช่วยลดความสามารถในการสืบพันธุ์ของปลาดุก ซึ่งพวกเขากล่าวว่าเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการปนเปื้อนทางพันธุกรรมของปลาลูกผสมกับปลาดุกป่า
อย่างไรก็ดี ในบทความวิจัยนี้ซึ่งนักวิจัยสังเกตเห็นว่าความไม่แน่นอนบางประการในการใช้เทคโนโลยี CRISPR ซึ่งใช้และศึกษาในปลาเป็นหลักนั้นยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยพิชญพิจารณ์
ทั้งนี้ นักวิจัยหวังว่าการตัดต่อยีนจระเข้และปลาดุกจะสามารถใช้ควบคู่กับเทคนิคการเพาะพันธุ์ปลาดุกอื่นๆ ได้เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตปลาดุก และในปี 2021 พบว่า มีการผลิตปลาดุกประมาณ 307 ล้านปอนด์ในสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ โดยปลาดุกคิดนั้นเป็นกว่า 50% ของความต้องการปลาเลี้ยงในฟาร์มของสหรัฐฯ
การทำฟาร์มเลี้ยงปลาดุกจำเป็นต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก เนื่องจากโรคต่างๆ จะแพร่ในกลุ่มปลาดุกเนื่องจากพื้นที่ในฟาร์มมีจำกัด โดยพบว่าประมาณ 45% ของลูกปลาดุกตายเนื่องจากโรคติดเชื้อ ขณะที่ปลาโดยทั่วไปมีความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะน้อยลงด้วยเช่นกัน
แม้ว่าผู้บริโภคอาจไม่สบายใจกับแนวคิดที่ว่าปลาดุกจะต้องมีดีเอ็นเอของจระเข้ผสมอยู่ด้วย แต่ เร็กซ์ ดันแฮม และ เปาเฟิง ซู นักวิจัยหลัก กล่าวกับ MTR ว่า “เนื้อลูกผสมจะปลอดภัยอย่างสมบูรณ์”




