เกาหลีใต้เรียกร้องให้มีการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการ ‘แก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ครั้งใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ท่ามกลางจำนวนคดีที่พลเมืองเกาหลีใต้ถูกบังคับให้ทำงานและก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกัมพูชา
คิม ซังจิน รองเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำสหประชาชาติ ได้ชี้แจงประเด็นนี้ท่ามกลางความกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงการค้ามนุษย์ การบังคับกักขัง และการทำร้ายร่างกาย ซึ่งกระทำโดยกลุ่มอาชญากรหลอกลวงในกัมพูชาที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองเกาหลีใต้
เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนได้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากพบศพนักศึกษาชาวเกาหลีใต้เมื่อต้นเดือนสิงหาคม บริเวณแหล่งค้ามนุษย์บนภูเขาโบกอร์ จังหวัดกำปง ประเทศกัมพูชา
คิม กล่าวในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ต.ค.) “วันนี้ (16 ต.ค.) ผมขอหยิบยกประเด็นการค้ามนุษย์ขึ้นมาหารือ และขอให้ประเทศสมาชิกและกลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ รวมถึงคณะกรรมการชุดนี้ ให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องต่อภัยคุกคามที่ร้ายแรงและการค้ามนุษย์”
“อาชญากรรมนี้มีความเกี่ยวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมากขึ้น เช่น การหลอกลวงทางออนไลน์ ดังที่เห็นได้จากจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ที่พุ่งเป้าไปที่พลเมืองของสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการมีความร่วมมือระหว่างประเทศที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น”
— คิม กล่าว
ตามข้อมูลจากสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีพลเมืองตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์จำนวนมากเพื่อวัตถุประสงค์ในการบังคับใช้แรงงานและอาชญากรรมที่ถูกบังคับในสถานที่หลอกลวงทั่วกัมพูชา
คิม กล่าวอีกว่า “การเพิกเฉยต่อเรื่องนี้คือการสละความรับผิดชอบร่วมกันของเรา ซึ่งนำไปสู่อันตรายตลอดชีวิต การหายตัวไป และแม้กระทั่งการเสียชีวิตของเหยื่อจำนวนนับไม่ถ้วน”
อย่างไรก็ดี รัฐบาลของอี แจ-มยอง ได้เพิ่มความพยายามเป็นสองเท่าในการแก้ไขปัญหาจำนวนชาวเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการถูกหลอกลวงด้วยข้อเสนองาน จากนั้นจึงถูกหลอกล่อและถูกบังคับให้ดำเนินการฉ้อโกงทางออนไลน์
และเมื่อวันพุธ (15 ต.ค.) ที่ผ่านมา อี แจ-มยอง ยังได้ส่งคณะทำงานพิเศษ นำโดย คิม จีนา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่ 2 และ พัค ซองจู หัวหน้าสำนักงานสอบสวนแห่งชาติ เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเร่งด่วน
ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ ระบุว่า จำนวนรายงานกรณีชาวเกาหลีใต้ที่ขาดการติดต่อ หรือถูกกักขังหลังจากเดินทางเข้ากัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากเพียง 2 กรณีในปี 2021 เป็น 11 กรณีในปี 2022 เพิ่มเป็น 21 กรณีในปี 2023 และ 221 กรณีในปี 2024 จนกระทั่งข้อมูล ณ เดือนสิงหาคมปีนี้ พบว่า เพิ่มเป็น 330 กรณีแล้ว
ขณะที่หน่วยข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ประเมินว่า อาจมีชาวเกาหลีใต้มากกว่า 1,000 คนอยู่ในสถานที่หลอกลวงในกัมพูชา แม้ว่าจะยังไม่ได้รับการยืนยันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางอาญาหรือไม่
(Photo by : AFP)




