ปิดตำนานผู้นำฉาว ‘ซิลวีโอ แบร์ลุสโกนี’ ผู้เต็มไปด้วยคดีฟ้องร้อง

13 มิ.ย. 2566 - 15:29

  • เขาเป็นผู้ซึ่งเคยเรียกตัวเองว่าเป็น ‘พระเยซูคริสต์แห่งการเมือง’ เสียชีวิตแล้วในวัย 86 ปี

  • นักการเมืองผู้นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลสาธารณะที่มีสีสันที่สุดของอิตาลีมาอย่างยาวนาน

silvio_berlusconi_italys_former_showman_leader_SPACEBAR_Thumbnail_74b5e6788d.jpeg
ซิลวีโอ แบร์ลุสโกนี มหาเศรษฐีผู้เปี่ยมไปด้วยสีสันและเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของอิตาลี ผู้ซึ่งเคยเรียกตัวเองว่าเป็น ‘พระเยซูคริสต์แห่งการเมือง’ ได้เสียชีวิตลงแล้วที่โรงพยาบาลในเมืองมิลาน ด้วยวัย 86 ปี อ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวของเขาเมื่อวันจันทร์ (12 มิ.ย.) ที่ผ่านมา  

แบร์ลุสโกนีถูกแพทย์จากโรงพยาบาลซานราฟฟาเอเลของมิลานวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลด้วยปัญหาการหายใจ และเข้ารับการตรวจร่างกายที่นั่น 

นักการเมืองผู้นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลสาธารณะที่มีสีสันที่สุดของอิตาลีมาอย่างยาวนาน เนื่องจากเขาได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 3 สมัย และดำรงตำแหน่งรวมทั้งสิ้น 9 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่าใครๆ นับตั้งแต่ เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำเผด็จการฟาสซิสต์ 

แบร์ลุสโกนีมีชื่อเล่นที่ตั้งด้วยความรักและเอ็นดูว่า ‘Il Cavaliere’ แปลว่า ‘อัศวิน’ อาชีพของเขาเต็มไปด้วยเรื่องอื้อฉาวทางการเมือง การเงิน และเรื่องส่วนตัว ซึ่งหลายเรื่องทำให้เขาต้องขึ้นศาลมาแล้ว 

เขาถูกพิจารณาคดีในข้อหาต่างๆ ตั้งแต่การหลีกเลี่ยงภาษีและการติดสินบนไปจนถึงการทุจริต รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ุกับโสเภณีที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่มีเพียงคดีเดียวที่สร้างปัญหาให้เขาอยู่นั่นคือการตัดสินคดีเลี่ยงภาษีในปี 2012 เกี่ยวกับสิทธิในสื่อโทรทัศน์ เนื่องจากศาลมีคำสั่งห้ามแบร์ลุสโกนีเล่นการเมือง แต่ปี 2018 ศาลในเมืองมิลานยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ปี 2019 เขาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกในรัฐสภายุโรป  

แบร์ลุสโกนีนำพาพรรค Forza Italia ซึ่งเขาชุบชีวิตขึ้นมาในปี 2013 หลังจากออกจากพรรค People of Freedom คว้าชัยชนะร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฝ่ายขวาของ  จอร์เจียร์ เมโลนี นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอิตาลี และแมททีโอ โซลวินี ในปี 2022 แม้ว่าพวกเขาจะ ‘ไม่มีผลงาน’ ของรัฐบาลก็ตาม  

เบปเป เซเวอร์นินี คอลัมนิสต์และผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับแบร์ลุสโกนี กล่าวถึงนักการเมืองคนนี้ว่าเป็น ‘ผู้นิยมลัทธิประชานิยม’ ซึ่งความสำเร็จนี้ได้ปูทางไปสู่ผู้นำอย่าง วิกเตอร์ ออร์บาน ของฮังการี, บอริส จอนห์สัน ของอังกฤษ และอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ  

“แบร์ลุสโกนีไม่ได้หยิ่งยโสและน่ารังเกียจน้อยกว่าคนส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็น ‘ผู้เริ่มต้น’ เรื่องราวทั้งหมด” เซเวอร์นินีกล่าวพร้อมเสริมว่า แบร์ลุสโกนีสามารถอ่านจุดอ่อนและการล่อลวงของชาติได้ นั่นคือสิ่งที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆ  

ตามรายงานของ RAI สถานีโทรทัศน์สาธารณะของรัฐ อ้างอิงจากประธานวุฒิสภาว่า งานศพของรัฐจะจัดขึ้นในวันพุธ (14 มิ.ย.) ที่จะถึงนี้ เมโลนี กล่าวว่า พันธมิตรเก่าแก่ของเธอคือ ‘นักสู้’ ผู้นี้ เขาเป็นคนที่ไม่เคยกลัวที่จะยืนหยัดเพื่อความเชื่อของเขา ความกล้าหาญและความมุ่งมั่นนี้เอง ทำให้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิตาลี 
silvio_berlusconi_italys_former_showman_leader_SPACEBAR_Photo01_1_cd8f45117b.jpeg
GABRIEL BOUYS / AFP

นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่อำนาจทางการเมือง 

แบร์ลุสโกนีเกิดที่มิลานในปี 1936 เป็นคนแรกที่สร้างชื่อให้ตัวเองในฐานะนักธุรกิจใหญ่ จนถึงจุดหนึ่งเขากลายเป็นชายที่ร่ำรวยที่สุดในอิตาลี เขาเคยเป็นพนักงานเสิร์ฟในห้องนั่งเล่นบนเรือสำราญเพื่อช่วยในการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย โดยเขาเลือกเรียนกฎหมาย สุดท้ายเขาประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1960 โดยเขาเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการสร้าง Milano Two ซึ่งเป็นแฟลตเกือบ 4,000 ยูนิต นอกเมืองมิลาน   

หลังจากสะสมทรัพย์สมบัติมากมายจากอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปี 1970 แบร์ลุสโกนีได้กระจายความสนใจโดยตั้งบริษัทเคเบิลทีวี Telemilano และซื้อช่องเคเบิลอีก 2 ช่องเพื่อพยายามทำลายการผูกขาดทีวีของชาติในอิตาลี ในปี 1978 ช่องทางเหล่านี้รวมอยู่ในกลุ่ม Fininvest ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ของเขา ซึ่งรวมถึงห้างสรรพสินค้า บริษัทประกัน และแม้แต่ทีมฟุตบอล ‘เอซี มิลาน’ ซึ่งเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเขาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลา 31 ปี 

แบร์ลุสโกนีหันมาสนใจเรื่องการเมืองในปี 1993 เมื่อเขาก่อตั้งพรรค Forza Italia ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวากลาง ซึ่งตั้งชื่อตามชื่อ ‘Forza, Italia!’ (ไป อิตาลี!) เป็นเพลงที่ได้ยินในเกมฟุตบอลทีมชาติอิตาลี ในปีต่อมาของการเลือกตั้งเขาก็ได้ถูกเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามข้อพิพาทกับพรรคร่วมฝ่ายขวาของเขาจากพรรคสันนิบาตทางตอนเหนือ และเรื่องการฉ้อโกงภาษี แบร์ลุสโกนีพ้นผิดจากการอุทธรณ์ในปี 2000 หลังจากคดีหมดอายุความ 

หลังจากพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งในปี 1996 ให้กับ โรมาโน โปรดี ศัตรูทางการเมืองของเขา  แบร์ลุสโกนีก็เข้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวทางการเงินอื่นๆ รวมถึงข้อหาติดสินบนผู้ตรวจสอบภาษี แบร์ลุสโกนีปฏิเสธการกระทำผิดใดๆ และได้รับการพิจารณาอีกครั้งในการอุทธรณ์ปี 2000  

โชคชะตาของเขาพลิกผันอีกครั้งในปี 2001 เมื่อเขาสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัย 2 โปรดี ซึ่งเป็นอดีตประธานคณะกรรมาธิการยุโรปได้ยุติการครองเก้าี้ที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นของแบร์ลุสโกนี ด้วยชัยชนะของแนวร่วมพันธมิตรในปี 2006 ในเวลานั้น แบร์ลุสโกนีได้เป็นประธานในรัฐบาลอิตาลีหลังสงครามที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด 

แม้จะมีการฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจหลังจากที่เขาล้มลงระหว่างการชุมนุมทางการเมือง แต่เขาก็ยังไม่ยอมลดละความพยายาม แบร์ลุสโกนีกลับมาสู่อำนาจเป็นครั้งที่ 3 ในปี 2008 ภายใต้ร่มธงของพรรค People of Freedom ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งเขาออกจากพรรคในปี 2013 และก่อตั้งพรรค Forza Italia 

แบร์ลุสโกนีได้รับคำชมเชยกับการรับมือแผ่นดินไหวรุนแรงที่เกิดในอิตาลีเมื่อปี 2009  

ต่อมา เวโรนิกา ลาริโอ ภรรยาคนที่ 2 ของแบร์ลัสโกนีฟ้องหย่า โดยกล่าวหาว่าสามีวัย 73 ปี ในขณะนั้นมีความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมกับนางแบบอายุ 18 ปี ซึ่งเขาเคยไปเข้าร่วมงานเลี้ยงวันเกิด และอ้างว่าเธอเป็นลูกสาวของเพื่อนและตัวเขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไร
silvio_berlusconi_italys_former_showman_leader_SPACEBAR_Photo02_05bcd4c14b.jpeg
GABRIEL BOUYS / AFP
ในเดือนธันวาคมปีนั้น ชายคนหนึ่งที่มีประวัติอาการป่วยทางจิตได้ชกหน้าแบร์ลุสโกนี ทำให้เขาฟันหักหลายซี่และจมูกหัก อิกนาซิโอ ลา รุสซา รัฐมนตรีกลาโหมบอกกับหนังสือพิมพ์อิตาลี Corriere della Sera ว่า แบร์ลุสโกนียังคงจับมือกับผู้สนับสนุนต่อเป็นเวลา 2 – 3 นาทีหลังจากถูกโจมตี 

เมื่อเศรษฐกิจของประเทศสั่นคลอนท่ามกลางวิกฤตการเงิน แรงกดดันต่อแบร์ลุสโกนีก็เพิ่มมากขึ้น เกรนฟรานซ์โค ฟินี อดีตพันธมิตรของพรรค กล่าวหาว่า เขาขาดความสนใจต่อเศรษฐกิจและการปฏิรูปโครงสร้างที่อิตาลีต้องการ  

แบร์ลุสโกนีรอดพ้นจากการลงมติไม่ไว้วางใจ 3 ครั้งในรัฐสภาระหว่างปี 2010 และ 2011 โดยได้รับชัยชนะ 1 เสียงจากคะแนนเสียงเพียง 3 เสียง แต่อำนาจของเขายังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง 

นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า แบร์ลุสโกนีไม่มีอำนาจทางการเมืองเพียงพอที่จะผลักดันการตัดค่าใช้จ่าย หรือมีศีลธรรมอันสูงส่งในการบีบเก็บภาษีจากชาวอิตาลีมากขึ้น ขณะที่เขาถูกพิจารณาคดีในข้อหาต่างๆ ผู้นำยุโรปคนอื่นๆ วิจารณ์ว่า เขาล้มเหลวในการดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยความเร่งด่วนเพียงพอ 

เขาลาออกในเดือนพฤศจิกายน 2011 ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสภาล่างของอิตาลีอนุมัติมาตรการรัดเข็มขัดที่ยุโรปเรียกร้องเพื่อกระตุ้นความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศ 

แบร์ลุสโกนีได้รับโทษจำคุก 4 ปีหลังจากถูกตัดสินว่าฉ้อโกงภาษีในปี 2012 อย่างไรก็ตามเขาได้ออกไปทำงานบริการชุมชนเป็นเวลา 1 ปี เพราะในอิตาลีคนที่มีอายุมากกว่า 70 ปีมักไม่ติดคุก 

แบร์ลุสโกนียังกลายเป็นข่าวพาดหัวในปี 2022 เมื่อเขาเปิดเผยว่า เขาได้สร้างมิตรภาพกับวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียอีกครั้ง หลังจากที่ปูตินส่งวอดก้า 20 ขวดให้เขาในวันเกิด ภายหลังเขาวิจารณ์ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ว่าเป็นผู้ก่อสงคราม ซึ่งทำให้เขาขัดแย้งกับหุ้นส่วนพันธมิตรและนายกรัฐมนตรีเมโลนี 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์