สำนักข่าว Bloomberg รยงานว่า นายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่แย่ลงระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนเติบโตขึ้นทั่วโลก
“โลกไม่สามารถทนต่อความขัดแย้งระหว่างจีนกับส่วนอื่นๆ ของโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ” ลีกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์เพิ่งเผยแพร่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ลีกล่าวว่า จีนเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจโลกมากขึ้น และมีบทบาทในกิจการระหว่างประเทศมากขึ้น
Bloomberg รายงานโดยอ้างบุคคลที่ทราบเรื่องดังกล่าวดีว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คาดว่าการโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน และสี จิ้นผิง จะไม่เกิดขึ้นเร็วที่สุดตามที่พวกเขาคาดหวังไว้ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมถอยวงกว้างในความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ หลังจากเกิดวิกฤตหลายครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดวาทศิลป์ที่ดุเดือดมากขึ้นจากทั้ง 2 ฝ่าย
“ผมคิดว่าคุณต้องทำสิ่งต่างๆ ทีละขั้น และทำให้ความสัมพันธ์มั่นคง จากนั้นค่อยๆ สร้างความไว้วางใจ และค่อยๆ พยายามก้าวไปข้างหน้า” ลีกล่าวพร้อมเสริมว่า อย่างไรก็ตาม คงต้องใช้เวลา เนื่องจากมันไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังมีแรงกดดันทางการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย
ความสัมพันธ์ทวิภาคีแตะจุดต่ำสุดอีกครั้งในปีนี้ หลังจากสหรัฐฯ ยิงบอลลูนสอดแนมของจีนตก และหลังจากที่เจ้าหน้าที่กล่าวว่า จีนกำลังพิจารณาให้ความช่วยเหลือที่ร้ายแรงแก่รัสเซีย ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน
นอกจากนี้ สถานการณ์ยังเป็นที่น่าจับตามองเนื่องจากลี จะเดินทางไปยังประเทศจีนอย่างเป็นทางการ เป็นเวลา 6 วัน และเข้าพบกับสี ที่กรุงปักกิ่ง
สำนักนายกรัฐมนตรีระบุในถ้อยแถลงเมื่อวันอาทิตย์ (26 มี.ค.) ว่า ตามคำเชิญของ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของจีนนั้น นายกฯ ลีจะเยือนมณฑลกวางตุ้งและไหหลำในระหว่างการเดินทางตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. ถึง 1 เม.ย.
ถือเป็นการเยือนประเทศจีนครั้งแรกในรอบ 4 ปี ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ขณะที่ลีได้พบกับสีเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ที่กรุงเทพฯ ระหว่างการประชุมผู้นำเศรษฐกิจความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก
ในการให้สัมภาษณ์กับ China Central Television เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายลีกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์และจีนว่า ‘ดีมาก’
นอกจากนี้ เขายังกล่าวด้วยว่า การผงาดขึ้นของจีนจำเป็นต้องได้รับการตอบรับและยอมรับจากทุกฝ่าย โดยตระหนักว่ามหาอำนาจมีบทบาทและเสียงที่ใหญ่กว่าในเวทีโลก
“โลกไม่สามารถทนต่อความขัดแย้งระหว่างจีนกับส่วนอื่นๆ ของโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ” ลีกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์เพิ่งเผยแพร่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ลีกล่าวว่า จีนเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจโลกมากขึ้น และมีบทบาทในกิจการระหว่างประเทศมากขึ้น
Bloomberg รายงานโดยอ้างบุคคลที่ทราบเรื่องดังกล่าวดีว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คาดว่าการโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน และสี จิ้นผิง จะไม่เกิดขึ้นเร็วที่สุดตามที่พวกเขาคาดหวังไว้ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมถอยวงกว้างในความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ หลังจากเกิดวิกฤตหลายครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดวาทศิลป์ที่ดุเดือดมากขึ้นจากทั้ง 2 ฝ่าย
“ผมคิดว่าคุณต้องทำสิ่งต่างๆ ทีละขั้น และทำให้ความสัมพันธ์มั่นคง จากนั้นค่อยๆ สร้างความไว้วางใจ และค่อยๆ พยายามก้าวไปข้างหน้า” ลีกล่าวพร้อมเสริมว่า อย่างไรก็ตาม คงต้องใช้เวลา เนื่องจากมันไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังมีแรงกดดันทางการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย
ความสัมพันธ์ทวิภาคีแตะจุดต่ำสุดอีกครั้งในปีนี้ หลังจากสหรัฐฯ ยิงบอลลูนสอดแนมของจีนตก และหลังจากที่เจ้าหน้าที่กล่าวว่า จีนกำลังพิจารณาให้ความช่วยเหลือที่ร้ายแรงแก่รัสเซีย ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน
นอกจากนี้ สถานการณ์ยังเป็นที่น่าจับตามองเนื่องจากลี จะเดินทางไปยังประเทศจีนอย่างเป็นทางการ เป็นเวลา 6 วัน และเข้าพบกับสี ที่กรุงปักกิ่ง
สำนักนายกรัฐมนตรีระบุในถ้อยแถลงเมื่อวันอาทิตย์ (26 มี.ค.) ว่า ตามคำเชิญของ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของจีนนั้น นายกฯ ลีจะเยือนมณฑลกวางตุ้งและไหหลำในระหว่างการเดินทางตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. ถึง 1 เม.ย.
ถือเป็นการเยือนประเทศจีนครั้งแรกในรอบ 4 ปี ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ขณะที่ลีได้พบกับสีเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ที่กรุงเทพฯ ระหว่างการประชุมผู้นำเศรษฐกิจความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก
ในการให้สัมภาษณ์กับ China Central Television เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายลีกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์และจีนว่า ‘ดีมาก’
นอกจากนี้ เขายังกล่าวด้วยว่า การผงาดขึ้นของจีนจำเป็นต้องได้รับการตอบรับและยอมรับจากทุกฝ่าย โดยตระหนักว่ามหาอำนาจมีบทบาทและเสียงที่ใหญ่กว่าในเวทีโลก



