สปอตไลต์การเมืองโลกกำลังส่องมาที่อาเซียนหลังจากทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างก็พากันมาซ้อมรบครั้งใหญ่กับประเทศในอาเซียนท่ามกลางความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจที่นับวันจะทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
จีนและสิงคโปร์จะซ้อมรบร่วมกันในพื้นที่รอบๆ เกาะสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ถึง 1 พฤษภาคม ถือเป็นการซ้อมรบร่วมกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 ในขณะที่จีนกำลังเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงกับอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับสหรัฐฯ
การซ้อมรบครั้งนี้จีนได้ส่งเรือฟริเกตติดอาวุธนำวิถีอี้หลิน (Yilin) และเรือต่อต้านทุ่นระเบิดชื่อปี้ (Chibi) เข้าร่วมการซ้อมรบทางทะเลกับสิงคโปร์ แต่ยังไม่มีการระบุสถานที่แน่ชัด แต่คาดว่าจะเป็นพื้นที่รอบๆ เกาะสิงคโปร์และในทะเลจีนใต้ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนจีนกับสิงคโปร์เคยซ้อมรบร่วมกันในน่านน้ำสากลทางตอนใต้สุดของทะเลจีนใต้ หลังจากยกระดับสนธิสัญญาทวิภาคีด้านการป้องกันประเทศเมื่อปี 2019 ให้รวมถึงการซ้อมรบที่ใหญ่ขึ้นระหว่างกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศของทั้งสองประเทศ
ความร่วมมือทางทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างจีนกับสิงคโปร์เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีขึ้นในทะเลจีนใต้ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3.5 ล้านตารางกิโลเมตรที่กองทัพเรือตะวันตกรวมทั้งของสหรัฐฯ มักจะใช้หลักเสรีภาพในการเดินเรือผ่านเข้ามา ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้จีนที่อ้างสิทธิในพื้นที่เกือบทั้งหมดในทะเลจีนใต้
Reuters ระบุว่า การที่จีนเข้ามาปฏิบัติการทางทหารมากขึ้นในอาเซียนถูกมองว่าจะเป็นการท้าทายอิทธิพลของสหรัฐฯ ที่เพาะสร้างไว้กับหลายประเทศ รวมทั้งสิงคโปร์และอินโดนีเซียในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ส่วนสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว กองทัพสหรัฐฯ ได้ขยายการซ้อมรบที่ใช้ชื่อว่า ซูเปอร์ การูดา ชิลด์ กับอินโดนีเซีย โดยมีสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และออสเตรเลียเข้าร่วมเป็นครั้งแรก
และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ จีนได้ส่งเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิดมาร่วมซ้อมรบกับกองทัพอากาศไทยโดยใช้ชื่อปฏิบัติการว่า ฟอลคอน สไตรค์ 2022 ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไทยซึ่งติดกับพรมแดนลาว
นอกจากนี้ เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ กับฟิลิปปินส์ยังจับมือกับซ้อมรบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 30 ปีในทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน ภายใต้ชื่อปฏิบัติการบาลิกันตัน ซึ่งเป็นภาษาตากาล็อกแปลว่า เคียงบ่าเคียงไหล่ โดยมีทหารกว่า 17,000 นายเข้าร่วม และยังมีทหารอีก 111 นายจากออสเตรเลียร่วมด้วย
การซ้อมรบครั้งนี้สหรัฐฯ ขนอาวุธยุทโธปกรณ์มาเต็มที่ทั้งเรือรบ เครื่องบินรบ รวมทั้งขีปนาวุธแพทริออต เครื่องยิงจรวด HIMARS และขีปนาวุธต่อต้านรถถังแจเวลิน
และล่าสุดเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส นิมิทซ์ (USS Nimitz) และกองเรือจู่โจมของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เข้ามาจอดเทียบท่าที่ไทยระหว่างวันที่ 24-29 เมษายน โดยสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยระบุว่า การแวะเทียบท่าครั้งนี้เพื่อสร้าง “โอกาสในการกระชับความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐฯ - ไทย และสร้างความก้าวหน้าในความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร” รวมทั้งจะมีการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 190 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตของสหรัฐฯ กับไทย
นอกจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส นิมิทซ์ แล้ว กองเรือจู่โจมที่เทียบท่าที่ท่าเรือแหลมฉบังยังรวมถึงเรือลาดตระเวนติดจรวดนำวิถี ยูเอสเอส บังเกอร์ ฮิลล์ (USS Bunker Hill) เรือพิฆาตติดจรวดนำวิถี ยูเอสเอส เดอคาทัวร์ (USS Decatur) และยูเอสเอส เวย์น อี. ไมเยอร์ (USS Wayne E. Meyer)
จีนและสิงคโปร์จะซ้อมรบร่วมกันในพื้นที่รอบๆ เกาะสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ถึง 1 พฤษภาคม ถือเป็นการซ้อมรบร่วมกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 ในขณะที่จีนกำลังเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงกับอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับสหรัฐฯ
การซ้อมรบครั้งนี้จีนได้ส่งเรือฟริเกตติดอาวุธนำวิถีอี้หลิน (Yilin) และเรือต่อต้านทุ่นระเบิดชื่อปี้ (Chibi) เข้าร่วมการซ้อมรบทางทะเลกับสิงคโปร์ แต่ยังไม่มีการระบุสถานที่แน่ชัด แต่คาดว่าจะเป็นพื้นที่รอบๆ เกาะสิงคโปร์และในทะเลจีนใต้ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนจีนกับสิงคโปร์เคยซ้อมรบร่วมกันในน่านน้ำสากลทางตอนใต้สุดของทะเลจีนใต้ หลังจากยกระดับสนธิสัญญาทวิภาคีด้านการป้องกันประเทศเมื่อปี 2019 ให้รวมถึงการซ้อมรบที่ใหญ่ขึ้นระหว่างกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศของทั้งสองประเทศ
ความร่วมมือทางทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างจีนกับสิงคโปร์เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีขึ้นในทะเลจีนใต้ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3.5 ล้านตารางกิโลเมตรที่กองทัพเรือตะวันตกรวมทั้งของสหรัฐฯ มักจะใช้หลักเสรีภาพในการเดินเรือผ่านเข้ามา ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้จีนที่อ้างสิทธิในพื้นที่เกือบทั้งหมดในทะเลจีนใต้
Reuters ระบุว่า การที่จีนเข้ามาปฏิบัติการทางทหารมากขึ้นในอาเซียนถูกมองว่าจะเป็นการท้าทายอิทธิพลของสหรัฐฯ ที่เพาะสร้างไว้กับหลายประเทศ รวมทั้งสิงคโปร์และอินโดนีเซียในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ส่วนสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว กองทัพสหรัฐฯ ได้ขยายการซ้อมรบที่ใช้ชื่อว่า ซูเปอร์ การูดา ชิลด์ กับอินโดนีเซีย โดยมีสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และออสเตรเลียเข้าร่วมเป็นครั้งแรก
และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ จีนได้ส่งเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิดมาร่วมซ้อมรบกับกองทัพอากาศไทยโดยใช้ชื่อปฏิบัติการว่า ฟอลคอน สไตรค์ 2022 ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไทยซึ่งติดกับพรมแดนลาว
นอกจากนี้ เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ กับฟิลิปปินส์ยังจับมือกับซ้อมรบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 30 ปีในทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน ภายใต้ชื่อปฏิบัติการบาลิกันตัน ซึ่งเป็นภาษาตากาล็อกแปลว่า เคียงบ่าเคียงไหล่ โดยมีทหารกว่า 17,000 นายเข้าร่วม และยังมีทหารอีก 111 นายจากออสเตรเลียร่วมด้วย
การซ้อมรบครั้งนี้สหรัฐฯ ขนอาวุธยุทโธปกรณ์มาเต็มที่ทั้งเรือรบ เครื่องบินรบ รวมทั้งขีปนาวุธแพทริออต เครื่องยิงจรวด HIMARS และขีปนาวุธต่อต้านรถถังแจเวลิน
และล่าสุดเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส นิมิทซ์ (USS Nimitz) และกองเรือจู่โจมของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เข้ามาจอดเทียบท่าที่ไทยระหว่างวันที่ 24-29 เมษายน โดยสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยระบุว่า การแวะเทียบท่าครั้งนี้เพื่อสร้าง “โอกาสในการกระชับความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐฯ - ไทย และสร้างความก้าวหน้าในความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร” รวมทั้งจะมีการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 190 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตของสหรัฐฯ กับไทย
นอกจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส นิมิทซ์ แล้ว กองเรือจู่โจมที่เทียบท่าที่ท่าเรือแหลมฉบังยังรวมถึงเรือลาดตระเวนติดจรวดนำวิถี ยูเอสเอส บังเกอร์ ฮิลล์ (USS Bunker Hill) เรือพิฆาตติดจรวดนำวิถี ยูเอสเอส เดอคาทัวร์ (USS Decatur) และยูเอสเอส เวย์น อี. ไมเยอร์ (USS Wayne E. Meyer)



