เกาหลีใต้ประกาศพึ่งตัวเอง! ทวงสิทธิ์คุมทัพยามสงคราม หลังทรัมป์สั่งลดขนาดซ้อมรบร่วม หวังกระชับมิตรคิม

19 ส.ค. 2569 - 17:32

  • ประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ของเกาหลีใต้กลับมาเดินหน้าทวงคืนสิทธิ์การควบคุมกองทัพอย่างเป็นอิสระจากสหรัฐฯ หากเกิดสงครามขึ้น พร้อมเร่งรัดการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งลดการซ้อมรบร่วมลง

  • เมื่อคืนวันอาทิตย์ (16 ส.ค.) ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้สั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมทางทหารกับเกาหลีใต้ลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 17–21 สิงหาคม

  • ทรัมป์ให้เหตุผลว่า “เกาหลีเหนือซึ่งเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ไม่ได้มีท่าทีคุกคามและยังแสดงความเคารพต่อสหรัฐฯ เป็นอย่างดี”

เกาหลีใต้ประกาศพึ่งตัวเอง! ทวงสิทธิ์คุมทัพยามสงคราม หลังทรัมป์สั่งลดขนาดซ้อมรบร่วม หวังกระชับมิตรคิม

ประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ของเกาหลีใต้กลับมาเดินหน้าทวงคืนสิทธิ์การควบคุมกองทัพอย่างเป็นอิสระจากสหรัฐฯ หากเกิดสงครามขึ้น พร้อมเร่งรัดการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งลดการซ้อมรบร่วมลง 

เมื่อคืนวันอาทิตย์ (16 ส.ค.) ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ลดขนาดการซ้อมรบร่วมทางทหารกับเกาหลีใต้ลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 17–21 สิงหาคม โดยให้เหตุผลว่า “เกาหลีเหนือซึ่งเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ไม่ได้มีท่าทีคุกคามและยังแสดงความเคารพต่อสหรัฐฯ เป็นอย่างดี” ยิ่งไปกว่านั้น ตัวทรัมป์เองก็มี “ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ยอดเยี่ยมมากกับ คิม จองอึน” ด้วยเช่นกัน 

เมื่อวันอังคาร (18 ส.ค.) ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ประกาศกร้าวว่า เกาหลีใต้ต้องเดินหน้าดึง ‘อำนาจสั่งการรบในยามสงคราม’ (Opcon) คืนมาจากสหรัฐฯ ให้สำเร็จภายในวาระการดำรงตำแหน่งของเขา โดยห้ามมีอะไรมาแทรกแซงเด็ดขาด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเป้าหมายใหญ่ที่อี แจ-มย็อง และรัฐบาลพยายามผลักดันมานานแล้ว 

“พันธมิตรที่แข็งแกร่งจะทำให้รากฐานความมั่นคงมั่นคงยิ่งขึ้น และการเสริมสร้างขีดความสามารถของเราเอง ก็จะช่วยเพิ่มคุณค่าและความจำเป็นของเราในฐานะพันธมิตร” ประธานาธิบดีอี-แจมย็อง กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พร้อมกับอธิบายว่า “การเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ และการพึ่งพาตนเองด้านการป้องกันประเทศ เป็นสองสิ่งที่ช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน” 

ประเด็นความร่วมมือนี้มีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคสงครามเกาหลี ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 1953 แทนที่จะเป็นสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ในทางปฏิบัติแล้ว เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในสถานะสงคราม 

ด้วยเหตุนี้ กองทัพสหรัฐฯ จึงเข้ามาประจำการในเกาหลีใต้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และในปัจจุบัน เกาหลีใต้ยังเป็นที่ตั้งของ ‘ค่ายฮัมฟรีย์ส’ (Camp Humphreys) ซึ่งเป็นฐานทัพทหารอเมริกันนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกองทัพของทั้งสองประเทศได้ร่วมฝึกซ้อมและปฏิบัติการร่วมกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด รวมถึงการซ้อมรบประจำปีขนาดใหญ่เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้  

อำนาจบัญชาการรบยามสงคราม หรือ ‘Wartime Opcon’ ที่หมายถึงสิทธิ์ขาดในการสั่งการทหารเกาหลีใต้หากเกิดสงครามขึ้นอีกครั้งนั้น ตกอยู่ในมือของสหรัฐฯ มาตั้งแต่เปิดฉากสงครามเกาหลี โดยอำนาจนี้จะขึ้นตรงกับ ‘ผู้บัญชาการกองกำลังผสมสหรัฐฯ-เกาหลีใต้’ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ถูกผูกขาดโดยนายพลระดับ 4 ดาวของกองทัพอเมริกันมาตลอด 

แม้ว่าเกาหลีใต้จะได้ ‘อำนาจคุมกองทัพยามสงบ’ คืนมาตั้งแต่ปี 1994 แล้ว แต่ ‘อำนาจสั่งการรบยามสงคราม’ ยังคงตกอยู่ในมือสหรัฐฯ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงอธิปไตยของชาติ ทำให้การทวงคืนสิทธิ์นี้เป็นเป้าหมายสูงสุดด้านความมั่นคงที่เกาหลีใต้พยายามทำมานานกว่า 20 ปี ทว่ารัฐบาลชุดก่อน ๆ กลับทำไม่สำเร็จและต้องเลื่อนออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

ความจริงแล้ว การซ้อมรบร่วมในสัปดาห์นี้ที่เพิ่งถูกทรัมป์สั่งหั่นงบและลดขนาดลง ถือเป็น ‘ด่านทดสอบสำคัญ’ ที่จะช่วยการันตีว่าเกาหลีใต้มีความพร้อมเพียงพอที่จะสืบทอดอำนาจสั่งการรบนี้มาดูแลเองได้แล้วหรือยัง ซึ่งตัวประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง เองก็พยายามเร่งรัดกระบวนการนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เขาขึ้นดำรงตำแหน่ง 

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ยังได้เร่งรัดให้โครงการพัฒนา ‘เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์’ ของเกาหลีใต้คืบหน้าเร็วกว่าเดิม พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เร่งสร้างบุคลากรทหารรุ่นใหม่ที่มีทักษะในการคุมปฏิบัติการรบร่วมที่ซับซ้อน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในอนาคต 

การเคลื่อนไหวเพื่อพึ่งพาตัวเองในครั้งนี้ เป็นผลตรงมาจากคำสั่งของทรัมป์ที่ให้ตัดลดงบและขนาดการซ้อมรบร่วมที่มีกำหนดการ 10 วัน ซึ่งเพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ที่ผ่านมา ภายใต้รหัส ‘อุลจี ฟรีดอม ชิลด์’ (Ulchi Freedom Shield) ซึ่งถือเป็น 1 ใน 2 มหาการซ้อมรบประจำปีที่สำคัญที่สุดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ 

ตามแผนการเดิม การฝึกในสัปดาห์นี้จะต้องใช้ทหารเกาหลีใต้มากถึง 18,000 นาย ปฏิบัติการร่วมกับกองทัพอเมริกัน และตัวแทนทหารจากอีก 11 ประเทศสมาชิกของ ‘กองบัญชาการสหประชาชาติ’ (UNC) ซึ่งเป็นหน่วยงานนานาชาติที่คุมกฎข้อตกลงหยุดยิงสงครามเกาหลีมาตั้งแต่ปี 1953 แต่สุดท้ายก็ต้องถูกปรับลดกำลังพลลงตามความต้องการของทรัมป์ 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ทำเช่นนี้ เพราะในอดีตเขาเคยสั่งเบรกการซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีใต้มาแล้ว เพื่อหวังใช้เปิดทางเจรจาทางการทูตกับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ โดยหลังจากเวทีการประชุมสุดยอดครั้งแรกกับผู้นำเกาหลีเหนือในปี 2018 การซ้อมรบ ‘อุลจี ฟรีดอม การ์เดียน’ (Ulchi Freedom Guardian) ในปีนั้นก็ถูกยกเลิก ขณะที่การฝึกซ้อมอื่น ๆ ก็ถูกระงับหรือลดขนาดลง ก่อนที่ในเวลาต่อมา การซ้อมรบเหล่านั้นจะถูกปรับรูปแบบใหม่และกลับมาฝึกซ้อมอีกครั้งในลักษณะที่เปลี่ยนไปพร้อมกับการเปลี่ยนชื่อเรียก 

การตัดสินใจตัดลดการซ้อมรบของทรัมป์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงเตือนและเสียงคัดค้านจากบรรดานายทหารระดับสูงของทั้งสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ที่ระบุว่า “กองทัพของคิม จองอึน กำลังได้ใจและพัฒนาขึ้นมากจากการส่งทหารเกาหลีเหนือไปร่วมรบในสงครามยูเครน ซึ่งทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ยุทธวิธีในสนามรบจริง” 

โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่ทหารเพิ่งจะตกลงกันว่า “การซ้อมรบ ‘อุลจี ฟรีดอม ชิลด์’ ในครั้งนี้ จะต้องบรรจุแผนรับมือยุทธวิธีใหม่ ๆ ของเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะเทคนิคการใช้ ‘โดรนโจมตี’ ที่พวกเขาได้เรียนรู้มาจากสมรภูมิจริงเข้าไปด้วย แต่สุดท้ายแผนฝึกซ้อมรับมือนี้ก็ต้องถูกทรัมป์สั่งลดขนาดลง” 

(Photo by JUNG YEON-JE / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์