เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการเปิดฉากทดสอบยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือแสง (ไฮเปอร์โซนิก) ที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) ที่ผ่านมา โดยอาวุธชนิดนี้ได้รับการออกแบบมาให้มีความเร็วมากกว่าเสียงอย่างน้อย 5 เท่า และมีขีดความสามารถในการหลบหลีกระบบป้องกันขีปนาวุธได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งช่วยให้เกาหลีใต้ขยับเข้าใกล้การครอบครองขีดความสามารถทางอาวุธที่จะมาเป็น ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ ตามที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งเกาหลีเหนือยังคงสงบทีท่าและไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใด ๆ ในทันที ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นคล้อยหลังเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่รัฐบาลเกาหลีเหนือเพิ่งเปิดศึกทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของตนเองไปตกในน่านน้ำใกล้ประเทศญี่ปุ่น
ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ได้เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การทดสอบครั้งสำคัญนี้ด้วย พร้อมระบุว่า “ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศด้วยอาวุธตามแบบ (Conventional Defence)” แต่ในแถลงการณ์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ที่ใช้ในการทดสอบแต่อย่างใด
สำหรับกลไกการทำงานนั้น ตัวอาวุธได้แยกตัวออกจากจรวดขับดัน ณ ระดับความสูงที่วางแผนไว้ ก่อนจะร่อนลงและบินหลบหลีกพลิกแพลงทั้งในแนวตั้งและแนวนอนจนพุ่งชนเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ซึ่งหากอาวุธไฮเปอร์โซนิกนี้พัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กองทัพสามารถจู่โจมสายฟ้าแลบใส่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ใน ‘สมรภูมิคาบสมุทรเกาหลี’ ได้ทันที
นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีอียังได้เดินทางไปตรวจสอบความพร้อมของขีปนาวุธนำวิถี ‘ฮยอนมู-5’ (Hyunmoo-5) ซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงที่สุดของประเทศ พร้อมทั้งเน้นย้ำจุดยืนสำคัญว่า “เกาหลีใต้ต้องสร้างความมั่นคงด้วยหยาดเหงื่อและกำลังของตนเอง” อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าในการทดสอบครั้งนี้ ประธานาธิบดีอีไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงเกาหลีเหนือโดยตรงแต่อย่างใด
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสองคาบสมุทรเกาหลีทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากทหารเกาหลีใต้ 3 นายได้รับบาดเจ็บจากเหตุทุ่นระเบิดระเบิดเมื่อเดือนที่แล้ว บริเวณใกล้ชายแดนระหว่างเกาหลีที่มีการวางกำลังทหารอย่างหนาแน่น
แม้กองทัพเกาหลีใต้และกองบัญชาการสหประชาชาติ (UNC) ที่นำโดยสหรัฐฯ จะสรุปตรงกันว่า “เหตุระเบิดดังกล่าวเป็นฝีมือของเกาหลีเหนือที่ลักลอบนำทุ่นระเบิดมาฝังไว้” แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือกลับปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง
ในขณะเดียวกัน คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ยังคงเดินหน้ายกระดับการทดสอบอาวุธและขยายโครงการนิวเคลียร์ทางการทหารอย่างไม่หยุดยั้ง ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวต่อเกาหลีใต้มากขึ้น อีกทั้ง คิมยังเมินข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่พยายามรื้อฟื้นการเจรจาทางการทูตซึ่งล่มสลายไปตั้งแต่ปี 2019 โดยคิมปัดตกเงื่อนไขการปลดอาวุธนิวเคลียร์ และยื่นคำขาดให้สหรัฐฯ ยุตินโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเกาหลีเหนือเสียก่อน
วิกฤตความตึงเครียดที่ระอุขึ้นนี้ นับเป็นความเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองครั้งสำคัญของประธานาธิบดีอี ซึ่งมีจุดยืนเน้นการผูกมิตรและประนีประนอมกับเกาหลีเหนือมาโดยตลอด ทำให้ในปัจจุบัน ผู้นำเกาหลีใต้ยังคงเลือกที่จะสงวนท่าทีและหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำรุนแรงตอบโต้ฝั่งเหนือ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับกระแสความโกรธแค้นอย่างหนักของประชาชนในประเทศต่อเหตุการณ์ทุ่นระเบิดดังกล่าวก็ตาม
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอียังได้เรียกร้องให้มีการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศด้วยอาวุธตามแบบ (Conventional Defence) ของเกาหลีใต้ ควบคู่ไปกับการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจแต่เพียงฝ่ายเดียวในการลดขนาดการซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ โดยทรัมป์อ้างเหตุผลเรื่อง ‘ความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมมาก’ ระหว่างเขากับ คิม จองอึน
(Photo by Handout / South Korean Defence Ministry / AFP)





