หลายประเทศต่างก็สอดแนมกันและกันเป็นปกติ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่เป็นพันธมิตรกัน เช่น อังกฤษเคยสอดแนมเยอรมนีจากสถานทูตในกรุงเบอร์ลิน
บอลลูนที่น่าสงสัยว่าจะเป็นบอลลูนสอดแนมจากจีนที่ลอยเหนือน่านฟ้าสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งยังสร้างความหวั่นเกรงต่อวิธีการล้วงข้อมูลประเทศคู่แข่งของจีน
คริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอเผยพูดไว้เมื่อปี 2020 ว่า การสอดแนมของจีนเป็น “ภัยคุกคามระยะยาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศเรา และต่อความมีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจของเรา”
กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุในแถลงการณ์ถึงสำนักข่าว AFP ว่า จีน “ต่อต้านอย่างเด็ดเดี่ยว” ต่อปฏิบัติการสอดแนม และข้อกล่าวหาของอเมริกา “มีพื้นฐานมาจากข้อมูลเท็จและเป้าหมายทางการเมืองที่เลวร้าย”
สหรัฐฯ เองก็มีวิธีสอดแนมจีนของตัวเองเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิคการสอดแนมและสกัดกั้น หรือเครือข่ายผู้ให้ข้อมูล
อดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา เผยเมื่อปี 2015 ว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนรับปากว่าจะไม่สอดแนมเกี่ยวกับการค้า ทว่า แถลงการณ์ของสหรัฐฯ หลังจากนั้นบ่งชี้ว่า จีนยังไม่หยุดการกระทำดังกล่าว
และนี่คือวิธีการที่จีนใช้สอดแนมสหรัฐฯ
จากข้อมูลของนักวิจัยและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองตะวันตกพบว่า จีนมีความเชี่ยวชาญในการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศคู่แข่งเพื่อล้วงความลับทางอุตสาหกรรมและการค้า
ปี 2021 สหรัฐฯ นาโต และพันธมิตรอื่นๆ เผยว่า จีนจ้างแฮกเกอร์รับจ้างเพื่อใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในระบบอีเมลของไมโครซอฟท์ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐจีนเข้าถึงอีเมล ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท และข้อมูลลับอื่นๆ
ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ และรายงานของสื่อระบุว่า สายลับไซเบอร์ของจีนยังแฮกกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ บริษัทสาธารณูปโภค บริษัทด้านการโทรคมนาคมและมหาวิทยาลัย
เมื่อปี 2019 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตั้งข้อหาว่าบริษัท หัวเว่ย มีส่วนร่วมในการขโมยความลับทางการค้าของสหรัฐฯ หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และข้อหาอื่นๆ ซึ่งหัวเว่ยปฏิเสธ สหรัฐฯ ยังแบนหัวเว่ยไม่ให้จัดหาระบบต่างๆ ให้รัฐบาลสหรัฐฯ รวมทั้งไม่ใช่อุปกรณ์ของหัวเว่ยในภาคเอกชน เพราะกลัวว่าจะถูกล้วงข้อมูล
ความหวั่นเกรงคล้ายๆ กันนี้ต่อ TikTok ทำให้บรรดานักการเมืองตะวันตกเริ่มถกเถียงกัน สมาชิกสภานิติบัญญัติบางคนเรียกร้องให้แบน TikTok ทันทีเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล
หนึ่งในเคสที่โด่งดังคือ จีเชาฉิน ที่ถูกสหรัฐฯ พิพากษาจำคุก 8 ปี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาในข้อหาส่งต่อข้อมูลบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายไปยังหน่วยข่าวกรองของจีน
วิศวกรรายนี้เข้าสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ด้วยวีซ่านักเรียนก่อนจะเข้าเป็นทหารกองหนุน เขาถูกกล่าวหาว่าส่งข้อมูลของบุคคล 8 คนไปยังกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติประจำมณฑลเจียงซู ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการล้วงความลับทางการค้าของสหรัฐฯ
เมื่อปีที่แล้วศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองจีน 20 ปีในข้อหาขโมยเทคโนโลยีจากบริษัทการบินและอวกาศของสหรัฐฯ และฝรั่งเศส ชายคนนี้มีบทบาทสำคัญในแผนการระยะ 5 ปีในการขโมยความลับทางการค้าซึ่งมีรัฐบาลจีนหนุนหลังจากบริษัท GE Aviation ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์ของอากาศยานชั้นนำของโลก และของบริษัท Safran Group ของฝรั่งเศส
ปี 2020 ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก เว่ยซุน ชาวจีนที่แปลงสัญชาติเป็นอเมริกันและวิศวกรของ Raytheon ในข้อหานำข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเกี่ยวกับระบบขีปนาวุธของสหรัฐฯ ไปยังประเทศจีนโดยใช้แล็ปท็อปของบริษัท
การลงมือสืบสวนสอบสวนของเว็บไซต์ข่าว Axios ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2020 พบว่า นักศึกษาจีนคนหนึ่งสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย และได้สานสัมพันธ์กับนักการเมืองสหรัฐ หลายคนภายใต้การช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่สอดแนมพลเรือนของจีน
รายงานของ Axios ระบุว่า นักศึกษารายนี้ใช้โครงการระดมทุน การสร้างมิตรภาพ หรือแม้แต่การใช้ความสัมพันธ์ทางเพศ เพื่อมุ่งเป้าไปที่นักการเมืองหน้าใหม่ระหว่างปี 2011-2015
อล็กซ์ โยสกี นักเขียนชาวจีน-ออสเตรเลีย เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Spies and Lies: How China's Greatest Covert Operations Fooled the World (สอดแนมและโกหก: ปฏิบัติการลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนหลอกโลกได้อย่างไร) ว่า เป้าหมายของการกระทำดังกล่าวคือ “ทำให้บรรดาผู้นำโลกเข้าใจจุดมุ่งหมายของจีนผิด” และทำให้คนเหล่านั้นเชื่อว่า “จีนจะผงาดขึ้นมาอย่างสงบ หรืออาจจะผงาดขึ้นมาอย่างเป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำ”
นอกจากนี้ จีนยังพยายามกดดันชุมชนชาวจีนในต่างแดนและองค์กรสื่อให้สนับสนุนนโยบายของจีนเกี่ยวกับไต้หวัน และยังปิดปากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ปมการปราบปรามในฮ่องกงและซินเจียง
เมื่อเดือนกันยายน 2022 Safeguard Defenders องค์กรไม่แสวงกำไรที่ตั้งอยู่ในสเปนเผยว่า จีนได้จัดตั้งสถานีตำรวจในต่างประเทศถึง 54 แห่งทั่วโลก ซึ่งถูกมองพุ่งเป้าไปที่คนที่วิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งทางการจีนปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว
ทางการเนเธอร์แลนด์มีคำสั่งให้จีนปิด ‘สถานีตำรวจ’ 2 แห่งที่นั่นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และอีก 1 เดือนต่อมา สาธารณรัฐเชกระบุว่า จีนปิดสถานีตำรวจคล้ายกันนี้ 2 แห่งในกรุงปราก
แปลจาก: Spies, hackers, informants: how China snoops on the US/AFP
บอลลูนที่น่าสงสัยว่าจะเป็นบอลลูนสอดแนมจากจีนที่ลอยเหนือน่านฟ้าสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งยังสร้างความหวั่นเกรงต่อวิธีการล้วงข้อมูลประเทศคู่แข่งของจีน
คริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอเผยพูดไว้เมื่อปี 2020 ว่า การสอดแนมของจีนเป็น “ภัยคุกคามระยะยาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศเรา และต่อความมีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจของเรา”
กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุในแถลงการณ์ถึงสำนักข่าว AFP ว่า จีน “ต่อต้านอย่างเด็ดเดี่ยว” ต่อปฏิบัติการสอดแนม และข้อกล่าวหาของอเมริกา “มีพื้นฐานมาจากข้อมูลเท็จและเป้าหมายทางการเมืองที่เลวร้าย”
สหรัฐฯ เองก็มีวิธีสอดแนมจีนของตัวเองเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิคการสอดแนมและสกัดกั้น หรือเครือข่ายผู้ให้ข้อมูล
อดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา เผยเมื่อปี 2015 ว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนรับปากว่าจะไม่สอดแนมเกี่ยวกับการค้า ทว่า แถลงการณ์ของสหรัฐฯ หลังจากนั้นบ่งชี้ว่า จีนยังไม่หยุดการกระทำดังกล่าว
และนี่คือวิธีการที่จีนใช้สอดแนมสหรัฐฯ
สงครามไซเบอร์
สหรัฐฯ เตือนไว้ในรายงานประจำปีว่าด้วยการประเมินข่าวกรองปี 2022 ว่า จีนคือภัยคุกคามการล้วงข้อมูลทางไซเบอร์ที่ “กว้างขวาง ตื่นตัวที่สุด และต่อเนื่อง” ต่อภาครัฐบาลและเอกชนจากข้อมูลของนักวิจัยและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองตะวันตกพบว่า จีนมีความเชี่ยวชาญในการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศคู่แข่งเพื่อล้วงความลับทางอุตสาหกรรมและการค้า
ปี 2021 สหรัฐฯ นาโต และพันธมิตรอื่นๆ เผยว่า จีนจ้างแฮกเกอร์รับจ้างเพื่อใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในระบบอีเมลของไมโครซอฟท์ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐจีนเข้าถึงอีเมล ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท และข้อมูลลับอื่นๆ
ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ และรายงานของสื่อระบุว่า สายลับไซเบอร์ของจีนยังแฮกกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ บริษัทสาธารณูปโภค บริษัทด้านการโทรคมนาคมและมหาวิทยาลัย
วงการเทคกังวล
ความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามจากจีนลุกลามมาถึงภาคเทคโนโลยี ว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับรัฐจะต้องแบ่งปันข้อมูลลับให้รัฐบาลจีนเมื่อปี 2019 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตั้งข้อหาว่าบริษัท หัวเว่ย มีส่วนร่วมในการขโมยความลับทางการค้าของสหรัฐฯ หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และข้อหาอื่นๆ ซึ่งหัวเว่ยปฏิเสธ สหรัฐฯ ยังแบนหัวเว่ยไม่ให้จัดหาระบบต่างๆ ให้รัฐบาลสหรัฐฯ รวมทั้งไม่ใช่อุปกรณ์ของหัวเว่ยในภาคเอกชน เพราะกลัวว่าจะถูกล้วงข้อมูล
ความหวั่นเกรงคล้ายๆ กันนี้ต่อ TikTok ทำให้บรรดานักการเมืองตะวันตกเริ่มถกเถียงกัน สมาชิกสภานิติบัญญัติบางคนเรียกร้องให้แบน TikTok ทันทีเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล
การจารกรรมทางอุตสาหกรรมและการทหาร
ผู้เชี่ยวชาญ สมาชิกสภานิติบัญญัติสหรัฐฯ และสื่อต่างๆ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ทางการจีนใช้ประโยชน์จากพลเมืองจีนที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศช่วยรวบรวมข้อมูลข่าวกรองและขโมยเทคโนโลยีหนึ่งในเคสที่โด่งดังคือ จีเชาฉิน ที่ถูกสหรัฐฯ พิพากษาจำคุก 8 ปี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาในข้อหาส่งต่อข้อมูลบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายไปยังหน่วยข่าวกรองของจีน
วิศวกรรายนี้เข้าสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ด้วยวีซ่านักเรียนก่อนจะเข้าเป็นทหารกองหนุน เขาถูกกล่าวหาว่าส่งข้อมูลของบุคคล 8 คนไปยังกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติประจำมณฑลเจียงซู ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการล้วงความลับทางการค้าของสหรัฐฯ
เมื่อปีที่แล้วศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองจีน 20 ปีในข้อหาขโมยเทคโนโลยีจากบริษัทการบินและอวกาศของสหรัฐฯ และฝรั่งเศส ชายคนนี้มีบทบาทสำคัญในแผนการระยะ 5 ปีในการขโมยความลับทางการค้าซึ่งมีรัฐบาลจีนหนุนหลังจากบริษัท GE Aviation ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์ของอากาศยานชั้นนำของโลก และของบริษัท Safran Group ของฝรั่งเศส
ปี 2020 ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก เว่ยซุน ชาวจีนที่แปลงสัญชาติเป็นอเมริกันและวิศวกรของ Raytheon ในข้อหานำข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเกี่ยวกับระบบขีปนาวุธของสหรัฐฯ ไปยังประเทศจีนโดยใช้แล็ปท็อปของบริษัท
สอดแนมนักการเมือง
ปฏิบัติการสอดแนมของจีนติดตามนักการเมือง กลุ่มอีลีตในวงสังคมและธุรกิจของสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของชาติการลงมือสืบสวนสอบสวนของเว็บไซต์ข่าว Axios ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2020 พบว่า นักศึกษาจีนคนหนึ่งสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย และได้สานสัมพันธ์กับนักการเมืองสหรัฐ หลายคนภายใต้การช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่สอดแนมพลเรือนของจีน
รายงานของ Axios ระบุว่า นักศึกษารายนี้ใช้โครงการระดมทุน การสร้างมิตรภาพ หรือแม้แต่การใช้ความสัมพันธ์ทางเพศ เพื่อมุ่งเป้าไปที่นักการเมืองหน้าใหม่ระหว่างปี 2011-2015
สถานีตำรวจ
นักวิจัยหลายคนเผยว่า อีกหนึ่งเทคนิคที่ถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการของจีนคือ การพูดอวดอ้างว่ามีความรู้วงในเกี่ยวกับการทำงานภายในที่คลุมเครือของพรรคคอมมิวนิสต์ และอ้างว่าสามารถเข้าถึงผู้นำระดับสูงได้ เพื่อล่อลวงเป้าหมายชาวตะวันตกที่มีชื่อเสียงอล็กซ์ โยสกี นักเขียนชาวจีน-ออสเตรเลีย เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Spies and Lies: How China's Greatest Covert Operations Fooled the World (สอดแนมและโกหก: ปฏิบัติการลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนหลอกโลกได้อย่างไร) ว่า เป้าหมายของการกระทำดังกล่าวคือ “ทำให้บรรดาผู้นำโลกเข้าใจจุดมุ่งหมายของจีนผิด” และทำให้คนเหล่านั้นเชื่อว่า “จีนจะผงาดขึ้นมาอย่างสงบ หรืออาจจะผงาดขึ้นมาอย่างเป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำ”
นอกจากนี้ จีนยังพยายามกดดันชุมชนชาวจีนในต่างแดนและองค์กรสื่อให้สนับสนุนนโยบายของจีนเกี่ยวกับไต้หวัน และยังปิดปากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ปมการปราบปรามในฮ่องกงและซินเจียง
เมื่อเดือนกันยายน 2022 Safeguard Defenders องค์กรไม่แสวงกำไรที่ตั้งอยู่ในสเปนเผยว่า จีนได้จัดตั้งสถานีตำรวจในต่างประเทศถึง 54 แห่งทั่วโลก ซึ่งถูกมองพุ่งเป้าไปที่คนที่วิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งทางการจีนปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว
ทางการเนเธอร์แลนด์มีคำสั่งให้จีนปิด ‘สถานีตำรวจ’ 2 แห่งที่นั่นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และอีก 1 เดือนต่อมา สาธารณรัฐเชกระบุว่า จีนปิดสถานีตำรวจคล้ายกันนี้ 2 แห่งในกรุงปราก
แปลจาก: Spies, hackers, informants: how China snoops on the US/AFP



