ทั้งสอดแนม ทั้งแฮก ทั้งขโมยข้อมูล สารพัดวิธีที่จีนล้วงความลับจากสหรัฐฯ

8 ก.พ. 2566 - 16:19

  • หลายประเทศต่างก็สอดแนมกันและกันเป็นปกติ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่เป็นพันธมิตรกัน เช่น อังกฤษเคยสอดแนมเยอรมนีจากสถานทูตในกรุงเบอร์ลิน

  • ล่าสุดบอลลูนสอดแนมจากจีนสร้างปลุกความกังวลของสหรัฐฯ อีกครั้ง

Spies_hackers_informants_how_china_snoops_on_the_US_SPACEBAR_Thumbnail_e71683bcbc.jpeg
หลายประเทศต่างก็สอดแนมกันและกันเป็นปกติ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่เป็นพันธมิตรกัน เช่น อังกฤษเคยสอดแนมเยอรมนีจากสถานทูตในกรุงเบอร์ลิน 

บอลลูนที่น่าสงสัยว่าจะเป็นบอลลูนสอดแนมจากจีนที่ลอยเหนือน่านฟ้าสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งยังสร้างความหวั่นเกรงต่อวิธีการล้วงข้อมูลประเทศคู่แข่งของจีน 

คริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอเผยพูดไว้เมื่อปี 2020 ว่า การสอดแนมของจีนเป็น “ภัยคุกคามระยะยาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศเรา และต่อความมีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจของเรา”

กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุในแถลงการณ์ถึงสำนักข่าว AFP ว่า จีน “ต่อต้านอย่างเด็ดเดี่ยว” ต่อปฏิบัติการสอดแนม และข้อกล่าวหาของอเมริกา “มีพื้นฐานมาจากข้อมูลเท็จและเป้าหมายทางการเมืองที่เลวร้าย” 

สหรัฐฯ เองก็มีวิธีสอดแนมจีนของตัวเองเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิคการสอดแนมและสกัดกั้น หรือเครือข่ายผู้ให้ข้อมูล 

อดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา เผยเมื่อปี 2015 ว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนรับปากว่าจะไม่สอดแนมเกี่ยวกับการค้า ทว่า แถลงการณ์ของสหรัฐฯ หลังจากนั้นบ่งชี้ว่า จีนยังไม่หยุดการกระทำดังกล่าว 

และนี่คือวิธีการที่จีนใช้สอดแนมสหรัฐฯ  

สงครามไซเบอร์

สหรัฐฯ เตือนไว้ในรายงานประจำปีว่าด้วยการประเมินข่าวกรองปี 2022 ว่า จีนคือภัยคุกคามการล้วงข้อมูลทางไซเบอร์ที่ “กว้างขวาง ตื่นตัวที่สุด และต่อเนื่อง” ต่อภาครัฐบาลและเอกชน 

จากข้อมูลของนักวิจัยและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองตะวันตกพบว่า จีนมีความเชี่ยวชาญในการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศคู่แข่งเพื่อล้วงความลับทางอุตสาหกรรมและการค้า 

ปี 2021 สหรัฐฯ นาโต และพันธมิตรอื่นๆ เผยว่า จีนจ้างแฮกเกอร์รับจ้างเพื่อใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในระบบอีเมลของไมโครซอฟท์ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐจีนเข้าถึงอีเมล ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท และข้อมูลลับอื่นๆ  

ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ และรายงานของสื่อระบุว่า สายลับไซเบอร์ของจีนยังแฮกกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ บริษัทสาธารณูปโภค บริษัทด้านการโทรคมนาคมและมหาวิทยาลัย 

วงการเทคกังวล

ความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามจากจีนลุกลามมาถึงภาคเทคโนโลยี ว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับรัฐจะต้องแบ่งปันข้อมูลลับให้รัฐบาลจีน 

เมื่อปี 2019 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตั้งข้อหาว่าบริษัท หัวเว่ย มีส่วนร่วมในการขโมยความลับทางการค้าของสหรัฐฯ หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และข้อหาอื่นๆ ซึ่งหัวเว่ยปฏิเสธ สหรัฐฯ ยังแบนหัวเว่ยไม่ให้จัดหาระบบต่างๆ ให้รัฐบาลสหรัฐฯ รวมทั้งไม่ใช่อุปกรณ์ของหัวเว่ยในภาคเอกชน เพราะกลัวว่าจะถูกล้วงข้อมูล 

ความหวั่นเกรงคล้ายๆ กันนี้ต่อ TikTok ทำให้บรรดานักการเมืองตะวันตกเริ่มถกเถียงกัน สมาชิกสภานิติบัญญัติบางคนเรียกร้องให้แบน TikTok ทันทีเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล 

การจารกรรมทางอุตสาหกรรมและการทหาร

ผู้เชี่ยวชาญ สมาชิกสภานิติบัญญัติสหรัฐฯ และสื่อต่างๆ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ทางการจีนใช้ประโยชน์จากพลเมืองจีนที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศช่วยรวบรวมข้อมูลข่าวกรองและขโมยเทคโนโลยี 

หนึ่งในเคสที่โด่งดังคือ จีเชาฉิน ที่ถูกสหรัฐฯ พิพากษาจำคุก 8 ปี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาในข้อหาส่งต่อข้อมูลบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายไปยังหน่วยข่าวกรองของจีน 

วิศวกรรายนี้เข้าสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ด้วยวีซ่านักเรียนก่อนจะเข้าเป็นทหารกองหนุน เขาถูกกล่าวหาว่าส่งข้อมูลของบุคคล 8 คนไปยังกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติประจำมณฑลเจียงซู ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการล้วงความลับทางการค้าของสหรัฐฯ  

เมื่อปีที่แล้วศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองจีน 20 ปีในข้อหาขโมยเทคโนโลยีจากบริษัทการบินและอวกาศของสหรัฐฯ และฝรั่งเศส ชายคนนี้มีบทบาทสำคัญในแผนการระยะ 5 ปีในการขโมยความลับทางการค้าซึ่งมีรัฐบาลจีนหนุนหลังจากบริษัท GE Aviation ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์ของอากาศยานชั้นนำของโลก และของบริษัท Safran Group ของฝรั่งเศส 

ปี 2020 ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก เว่ยซุน ชาวจีนที่แปลงสัญชาติเป็นอเมริกันและวิศวกรของ Raytheon ในข้อหานำข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเกี่ยวกับระบบขีปนาวุธของสหรัฐฯ ไปยังประเทศจีนโดยใช้แล็ปท็อปของบริษัท 

สอดแนมนักการเมือง

ปฏิบัติการสอดแนมของจีนติดตามนักการเมือง กลุ่มอีลีตในวงสังคมและธุรกิจของสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของชาติ 

การลงมือสืบสวนสอบสวนของเว็บไซต์ข่าว Axios ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2020 พบว่า นักศึกษาจีนคนหนึ่งสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย และได้สานสัมพันธ์กับนักการเมืองสหรัฐ หลายคนภายใต้การช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่สอดแนมพลเรือนของจีน 

รายงานของ Axios ระบุว่า นักศึกษารายนี้ใช้โครงการระดมทุน การสร้างมิตรภาพ หรือแม้แต่การใช้ความสัมพันธ์ทางเพศ เพื่อมุ่งเป้าไปที่นักการเมืองหน้าใหม่ระหว่างปี 2011-2015  

สถานีตำรวจ 

นักวิจัยหลายคนเผยว่า อีกหนึ่งเทคนิคที่ถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการของจีนคือ การพูดอวดอ้างว่ามีความรู้วงในเกี่ยวกับการทำงานภายในที่คลุมเครือของพรรคคอมมิวนิสต์ และอ้างว่าสามารถเข้าถึงผู้นำระดับสูงได้ เพื่อล่อลวงเป้าหมายชาวตะวันตกที่มีชื่อเสียง   

อล็กซ์ โยสกี นักเขียนชาวจีน-ออสเตรเลีย เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Spies and Lies: How China's Greatest Covert Operations Fooled the World (สอดแนมและโกหก: ปฏิบัติการลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนหลอกโลกได้อย่างไร) ว่า เป้าหมายของการกระทำดังกล่าวคือ “ทำให้บรรดาผู้นำโลกเข้าใจจุดมุ่งหมายของจีนผิด” และทำให้คนเหล่านั้นเชื่อว่า “จีนจะผงาดขึ้นมาอย่างสงบ หรืออาจจะผงาดขึ้นมาอย่างเป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำ” 

นอกจากนี้ จีนยังพยายามกดดันชุมชนชาวจีนในต่างแดนและองค์กรสื่อให้สนับสนุนนโยบายของจีนเกี่ยวกับไต้หวัน และยังปิดปากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ปมการปราบปรามในฮ่องกงและซินเจียง 

เมื่อเดือนกันยายน 2022 Safeguard Defenders องค์กรไม่แสวงกำไรที่ตั้งอยู่ในสเปนเผยว่า จีนได้จัดตั้งสถานีตำรวจในต่างประเทศถึง 54 แห่งทั่วโลก ซึ่งถูกมองพุ่งเป้าไปที่คนที่วิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งทางการจีนปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว 

ทางการเนเธอร์แลนด์มีคำสั่งให้จีนปิด ‘สถานีตำรวจ’ 2 แห่งที่นั่นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และอีก 1 เดือนต่อมา สาธารณรัฐเชกระบุว่า จีนปิดสถานีตำรวจคล้ายกันนี้ 2 แห่งในกรุงปราก 

แปลจาก: Spies, hackers, informants: how China snoops on the US/AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์