ผ่านไปราว 2 สัปดาห์แล้วหลังจากบอลลูนต้องสงสัยจากจีนที่สหรัฐฯ บอกว่าเป็นบอลลูนสอดแนมปรากฏในน่านฟ้าสหรัฐฯ เมื่อปลายเดือนที่แล้ว โดยขณะนั้นการตอบสนองของจีนได้เปลี่ยนจากการประนีประนอมเป็นความเดือดดาล และตอนนี้ ขณะที่ผลเสียยังคงดำเนินต่อไป กลายเป็นการเผชิญหน้ากัน
นักวิเคราะห์มองว่า นอกจากท่าทีที่แข็งกร้าวของจีนจะมีผลต่อคนในประเทศเองแล้ว มันยังแสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันและความไม่ลงรอยกันในการส่งสาส์นของจีน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อความน่าเชื่อถือของจีน
เมื่อวันจันทร์ (13 ก.พ.) ปักกิ่งกล่าวหาวอชิงตันว่าส่งบอลลูนเข้ามาในน่านฟ้าของจีน ‘โดยผิดกฎหมาย’ มากกว่า 10 ครั้งนับตั้งแต่ปีที่แล้ว และบอกว่าสหรัฐฯ เป็น ‘อาณาจักรสอดแนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก’
สหรัฐฯ ปฏิเสธการกล่าวอ้างของจีนที่ไม่มีรายละเอียดหรือหลักฐานใดๆ และบอกว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็น ‘ตัวอย่างการควบคุมความเสียหายที่ทำอย่างรีบเร่งล่าสุดของจีน’
ข้อกล่าวหาดังกล่าวถือเป็นการยกระดับการตอบโต้และท่าทีของจีนซึ่งขัดแย้งกับความพยายามแรกๆ ในการบริหารจัดการวิกฤต ปักกิ่งแสดงความเสียใจซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักไม่นานหลังจากพบบอลลูนลยอยู่เหนือน่านฟ้าในรัฐมอนแทนา โดยอ้างว่าบอลลูนดังกล่าวเป็นบอลลูนเพื่อการวิจัยของพลเรือนที่ลอยออกนอกเส้นทาง
ทว่า ผลกระทบทางการเมืองและการทูตได้ขัดขวางไม่ให้เหตุการณ์บอลลูนยุติลงอย่างรวดเร็วอย่างที่ปักกิ่งหวังไว้ และเมื่อเห็นได้ชัดว่าเรื่องของบอลลูนยังคงเป็นพาดหัวข่าวและได้รับความสนใจจากสาธารณชนในสหรัฐฯ ความสำนึกผิดของปักกิ่งก็กลับกลายเป็นความเดือดดาล
หลังจากเครื่องบินเจ็ทของสหรัฐฯ สยบอลลูนของจีนเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ‘ทำเกินกว่าเหตุ’ และ ‘ละเมิดหลักปฏิบัติระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง’
หลังจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เริ่มเปิดผยข้อมูลเกี่ยวกับบอลลูนที่พวกเขาอ้างว่าเป็นบอลลูนสอดแนมและโครงการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง สื่อของรัฐบาลจีนกล่าวโทษว่าสหรัฐฯ มีส่วนร่วมใน ‘ศิลปะการแสดงทางการเมือง’ และ ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ เกี่ยวกับ ‘ภัยคุกคามจากจีน’
และตอนนี้ดูเหมือนว่าจีนจะเป็นฝ่ายรุกด้วยการโต้แย้งกลับเกี่ยวกับการล่วงล้ำบอลลูนของสหรัฐฯ
คอลลิน โก๊ะ จากวิทยาลัยรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เอส.ราชารัตนัม ในสิงคโปร์เผยกับ CNN ว่า “ดูเหมือนว่าปักกิ่งกำลังทำให้ตัวเองเป็นเหยื่อของการสอดแนมของสหรัฐฯ แทนที่จะเป็นฝ่ายรุกรานอย่างที่ถูกมองมาตลอดทั้งสัปดาห์ที่แล้ว”
เมื่อวันจันทร์โฆษฏกระทรวงการต่างประเทศของจีนยังกล่าวหาว่า สหรัฐฯ มักจะส่งเรือรบและเครื่องบินมาลาดตระเวนใกล้จีน โดยโฆษกฯ อ้างว่าปีที่แล้วมีถึง 657 ครั้ง และอีก 64 ครั้งเมื่อเดือนมกราคมในทะเลจีนใต้
ดรูว์ ธอมป์สัน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เรียกแท็กติกล่าสุดของจีนว่า ‘เป็นกรณีของฉันทำผิดแล้วยังไง คนอื่นก็ทำผิดเหมือนกัน’
“พวกเขาไม่ได้อธิบายการละเมิดอธิปไตยของสหรัฐฯ จากการใช้บอลลูนสอดแนมเหนือมอนแทนา พวกเขากำลังมองหาความผิดที่คล้ายๆ กัน แต่พวกเขาต้องพยายามอย่างยากลำบาก ผมคิดว่าพวกเขากำลังส่งสัญญาณไปยังประชาชนของตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับความขัดแย้งในจุดยืนของจีนมากเกินไป” ธอมป์สันกล่าว “และมันค่อนข้างขัดแย้งกัน และมันมุ่งไปยังผู้ฟังในปะเทศโดยตรง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าเหตุใดผมจึงคิดว่ามันขาดความน่าเชื่อถือ”
ธอมป์สันซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยอีกว่า กองทัพสหรัฐฯ ก็ใช้บอลลูน ทั้งที่มีโซ่ล่ามและบอลลูนที่ลอยสูงเพื่อสอดแนม แต่สหรัฐฯ ‘ระมัดระวังอย่างมาก’ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เข้าไปในน่านฟ้าของประเทศอื่น นอกเสียจากว่าเป็นปฏิบัติการร่วมกัน
ธอมป์สันเผยว่า สหรัฐฯ เคยฝึกซ้อมการใช้บอลลูนสอดแนมกับพันธมิตรและหุ้นส่วน รวมทั้งฟิลิปปินส์ในปี 2022 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการซ้อมรบร่วมประจำปี
“‘ทุกคนก็สอดแนม’ เป็นคำอุปมาที่แย่มากและไม่ได้ทำให้การล่วงล้ำน่านฟ้าของประเทศอื่นของจีนชอบธรรม วิธีการที่ประเทศต่างๆ สอดแนมและลาดตระเวนเป็นสิ่งสำคัญ เช่นเดียวกับการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทะเล”
โดนัลด์ รอธเวลล์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียอธิบายไว้ว่า อธิปไตยเหนือน่านฟ้าของประเทศใดประเทศหนึ่งคือ ชั้นบรรยากาศที่อยู่หนือดินแดนของประเทศนั้นๆ รวมทั้งทะเลอาณาเขตที่ยื่นออกไปจากแผ่นดิน 12 ไมล์ทะเล พื้นที่เหนือมหาสมุทรนอกเหนือจาก 12 ไมล์ทะเลนั้นถือเป็นน่านฟ้าสากล ซึ่งทั้งเครื่องบินพาณิชย์และเครื่องบินทหาร รวมทั้งบอลลูน สามารถบินได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
แต่ โก๊ะ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารในสิงคโปร์เผยว่า จีนไม่จำเป็นต้องตีเส้นแบ่งแยกระหว่างน่านฟ้าของจีนและน่านฟ้าสากลในทางปฏิบัติ “ในอดีตจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ จีนได้คัดค้านกิจกรรมทางอากาศของกองทัพต่างชาติในน่านฟ้าสากลในลักษณะราวกับว่าน่านฟ้านั้นเป็นของจีน” โดยโก๊ะยกตัวอย่างการชนกันของเครื่องบินลาดสอดแนมของกองทัพเรือสหรัฐฯ กับเครื่องบินเจ็ตของจีนเหนือทะเลจีนใต้เมื่อปี 2001
โก๊ะ ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องความมั่นคงทางทะเลและกิจการกองทัพเรือในอินโด-แปซิฟิกเผยว่า ตำแหน่งเจ้าหน้าที่จีนที่มีอยู่ที่นำมาใช้ในหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ อาทิ หมู่เกาะสแปรตลีย์ ไม่ได้เน้นสถานะของน่านฟ้าเหนือน่านน้ำและดินแดนที่จีนอ้างสิทธิ แม้ว่าน่านฟ้าหนือพื้นที่ที่จีนครอบรองจะถูกอ้างว่าเป็นน่านฟ้าของจีนก็ตาม
“ไม่กี่ปีมานี้ กองทัพจีนยังคัดค้านกิจกรรมทางอากาศของกองทัพต่างประเทศเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ รวมกิจกรรมทางอากาศของฟิลิปปินส์ เมื่อพวกเขาบินเข้าไปใกล้กับสิ่งก่อสร้างที่จีนครอบครอง” โก๊ะเผย
เกาะพิพาทและการอ้างสิทธิทางทะเลในทะเลจีนใต้อาจขยายไปถึงท้องฟ้า เนื่องจากสิ่งที่จีนนิยามว่าเป็นน่านฟ้าเหนือเกาะและน่านน้ำที่อ้างว่าเป็นของตนเองอาจไม่ได้รับการยอมรับจากประเทศอื่น เช่น สหรัฐฯ
รอธเวลล์ผยว่า จีนยังเดินหน้าอ้างสิทธิเหนือพื้นดินและสร้างเกาะเทียมขึ้นมาอย่างน้อย 7 เกาะในทะเลจีนใต้ แต่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เกาะเทียมไม่ได้ทำให้มีอธิปไตยเหนือน่านฟ้าแต่อย่างใด
“การตีความสิ่งที่จีนพูดไว้ที่เป็นไปได้คือ สหรัฐฯ ส่งบอลลูนสอดแนมเข้าไปเหนือและภายในทะเลจีนใต้ ใกล้กับหนึ่งในเกาะเทียมหรือเกาะพิพาทที่จีนอ้างสิทธิ และจีนได้ระบุว่าสิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างของการละเมิดอธิปไตยเหนือน่านฟ้าของจีน” รอธเวลล์เผย “แต่แน่นอนว่าสหรัฐฯ จะกลับมาแล้วบอกว่า เราไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของจีนเหนือสิ่งเหล่านี้”
นอกเหนือจากข้อพิพาทเหนือดินแดนที่มีอยู่แล้ว นิยามของน่านฟ้าของประเทศยังซับซ้อนด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ขอบเขตบนสุดของน่านฟ้าอธิปไตยไม่ได้ถูกระบุไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ
รอธเวลล์บอกว่า ในทางปฏิบัติโดยทั่วไปแล้วจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่เครื่องบินพาณิชย์หรือเครื่องบินทหารบินขึ้นไปได้ และว่าเครื่องบินคองคอร์ดความเร็วเหนือเสียงของฟรังโค-บริติช ที่ขึ้นบินสูงถึง 60,000 ฟุต (18,300 เมตร) เป็นตัวอย่างของความสูงของน่านฟ้าของประเทศใดประเทศหนึ่งที่อาจขยายไปถึง
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่า บอลลูนของจีนลอยสูง 60,000 ฟุตตอนที่พบอยู่เหนือรัฐมอนแทนา ซึ่งเท่ากับว่ายังอยู่ในน่านฟ้าของสหรัฐฯ ขณะที่จีนไม่ได้ระบุความสูงของบอลลูนสหรัฐฯ ที่อ้างว่าล่วงล้ำน่านฟ้าจีน
นักวิเคราะห์มองว่า นอกจากท่าทีที่แข็งกร้าวของจีนจะมีผลต่อคนในประเทศเองแล้ว มันยังแสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันและความไม่ลงรอยกันในการส่งสาส์นของจีน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อความน่าเชื่อถือของจีน
เมื่อวันจันทร์ (13 ก.พ.) ปักกิ่งกล่าวหาวอชิงตันว่าส่งบอลลูนเข้ามาในน่านฟ้าของจีน ‘โดยผิดกฎหมาย’ มากกว่า 10 ครั้งนับตั้งแต่ปีที่แล้ว และบอกว่าสหรัฐฯ เป็น ‘อาณาจักรสอดแนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก’
สหรัฐฯ ปฏิเสธการกล่าวอ้างของจีนที่ไม่มีรายละเอียดหรือหลักฐานใดๆ และบอกว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็น ‘ตัวอย่างการควบคุมความเสียหายที่ทำอย่างรีบเร่งล่าสุดของจีน’
ข้อกล่าวหาดังกล่าวถือเป็นการยกระดับการตอบโต้และท่าทีของจีนซึ่งขัดแย้งกับความพยายามแรกๆ ในการบริหารจัดการวิกฤต ปักกิ่งแสดงความเสียใจซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักไม่นานหลังจากพบบอลลูนลยอยู่เหนือน่านฟ้าในรัฐมอนแทนา โดยอ้างว่าบอลลูนดังกล่าวเป็นบอลลูนเพื่อการวิจัยของพลเรือนที่ลอยออกนอกเส้นทาง
ทว่า ผลกระทบทางการเมืองและการทูตได้ขัดขวางไม่ให้เหตุการณ์บอลลูนยุติลงอย่างรวดเร็วอย่างที่ปักกิ่งหวังไว้ และเมื่อเห็นได้ชัดว่าเรื่องของบอลลูนยังคงเป็นพาดหัวข่าวและได้รับความสนใจจากสาธารณชนในสหรัฐฯ ความสำนึกผิดของปักกิ่งก็กลับกลายเป็นความเดือดดาล
หลังจากเครื่องบินเจ็ทของสหรัฐฯ สยบอลลูนของจีนเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ‘ทำเกินกว่าเหตุ’ และ ‘ละเมิดหลักปฏิบัติระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง’
หลังจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เริ่มเปิดผยข้อมูลเกี่ยวกับบอลลูนที่พวกเขาอ้างว่าเป็นบอลลูนสอดแนมและโครงการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง สื่อของรัฐบาลจีนกล่าวโทษว่าสหรัฐฯ มีส่วนร่วมใน ‘ศิลปะการแสดงทางการเมือง’ และ ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ เกี่ยวกับ ‘ภัยคุกคามจากจีน’
และตอนนี้ดูเหมือนว่าจีนจะเป็นฝ่ายรุกด้วยการโต้แย้งกลับเกี่ยวกับการล่วงล้ำบอลลูนของสหรัฐฯ
คอลลิน โก๊ะ จากวิทยาลัยรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เอส.ราชารัตนัม ในสิงคโปร์เผยกับ CNN ว่า “ดูเหมือนว่าปักกิ่งกำลังทำให้ตัวเองเป็นเหยื่อของการสอดแนมของสหรัฐฯ แทนที่จะเป็นฝ่ายรุกรานอย่างที่ถูกมองมาตลอดทั้งสัปดาห์ที่แล้ว”
เมื่อวันจันทร์โฆษฏกระทรวงการต่างประเทศของจีนยังกล่าวหาว่า สหรัฐฯ มักจะส่งเรือรบและเครื่องบินมาลาดตระเวนใกล้จีน โดยโฆษกฯ อ้างว่าปีที่แล้วมีถึง 657 ครั้ง และอีก 64 ครั้งเมื่อเดือนมกราคมในทะเลจีนใต้
ดรูว์ ธอมป์สัน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เรียกแท็กติกล่าสุดของจีนว่า ‘เป็นกรณีของฉันทำผิดแล้วยังไง คนอื่นก็ทำผิดเหมือนกัน’
“พวกเขาไม่ได้อธิบายการละเมิดอธิปไตยของสหรัฐฯ จากการใช้บอลลูนสอดแนมเหนือมอนแทนา พวกเขากำลังมองหาความผิดที่คล้ายๆ กัน แต่พวกเขาต้องพยายามอย่างยากลำบาก ผมคิดว่าพวกเขากำลังส่งสัญญาณไปยังประชาชนของตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับความขัดแย้งในจุดยืนของจีนมากเกินไป” ธอมป์สันกล่าว “และมันค่อนข้างขัดแย้งกัน และมันมุ่งไปยังผู้ฟังในปะเทศโดยตรง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าเหตุใดผมจึงคิดว่ามันขาดความน่าเชื่อถือ”
ธอมป์สันซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยอีกว่า กองทัพสหรัฐฯ ก็ใช้บอลลูน ทั้งที่มีโซ่ล่ามและบอลลูนที่ลอยสูงเพื่อสอดแนม แต่สหรัฐฯ ‘ระมัดระวังอย่างมาก’ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เข้าไปในน่านฟ้าของประเทศอื่น นอกเสียจากว่าเป็นปฏิบัติการร่วมกัน
ธอมป์สันเผยว่า สหรัฐฯ เคยฝึกซ้อมการใช้บอลลูนสอดแนมกับพันธมิตรและหุ้นส่วน รวมทั้งฟิลิปปินส์ในปี 2022 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการซ้อมรบร่วมประจำปี
“‘ทุกคนก็สอดแนม’ เป็นคำอุปมาที่แย่มากและไม่ได้ทำให้การล่วงล้ำน่านฟ้าของประเทศอื่นของจีนชอบธรรม วิธีการที่ประเทศต่างๆ สอดแนมและลาดตระเวนเป็นสิ่งสำคัญ เช่นเดียวกับการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทะเล”
อธิปไตยเหนือน่านฟ้า
จีนไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดว่าบอลลูนของสหรัฐฯ ล่วงล้ำน่านฟ้าของตัวเองเมื่อใด ที่ไหน และว่าจีนตอบโต้อย่างไรในขณะนั้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การกล่าวหาค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากการกำหนดเขตน่านฟ้าของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหนือดินแดนในทะเลจีนใต้ที่ยังมีข้อขัดแย้งอยู่โดนัลด์ รอธเวลล์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียอธิบายไว้ว่า อธิปไตยเหนือน่านฟ้าของประเทศใดประเทศหนึ่งคือ ชั้นบรรยากาศที่อยู่หนือดินแดนของประเทศนั้นๆ รวมทั้งทะเลอาณาเขตที่ยื่นออกไปจากแผ่นดิน 12 ไมล์ทะเล พื้นที่เหนือมหาสมุทรนอกเหนือจาก 12 ไมล์ทะเลนั้นถือเป็นน่านฟ้าสากล ซึ่งทั้งเครื่องบินพาณิชย์และเครื่องบินทหาร รวมทั้งบอลลูน สามารถบินได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
แต่ โก๊ะ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารในสิงคโปร์เผยว่า จีนไม่จำเป็นต้องตีเส้นแบ่งแยกระหว่างน่านฟ้าของจีนและน่านฟ้าสากลในทางปฏิบัติ “ในอดีตจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ จีนได้คัดค้านกิจกรรมทางอากาศของกองทัพต่างชาติในน่านฟ้าสากลในลักษณะราวกับว่าน่านฟ้านั้นเป็นของจีน” โดยโก๊ะยกตัวอย่างการชนกันของเครื่องบินลาดสอดแนมของกองทัพเรือสหรัฐฯ กับเครื่องบินเจ็ตของจีนเหนือทะเลจีนใต้เมื่อปี 2001
โก๊ะ ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องความมั่นคงทางทะเลและกิจการกองทัพเรือในอินโด-แปซิฟิกเผยว่า ตำแหน่งเจ้าหน้าที่จีนที่มีอยู่ที่นำมาใช้ในหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ อาทิ หมู่เกาะสแปรตลีย์ ไม่ได้เน้นสถานะของน่านฟ้าเหนือน่านน้ำและดินแดนที่จีนอ้างสิทธิ แม้ว่าน่านฟ้าหนือพื้นที่ที่จีนครอบรองจะถูกอ้างว่าเป็นน่านฟ้าของจีนก็ตาม
“ไม่กี่ปีมานี้ กองทัพจีนยังคัดค้านกิจกรรมทางอากาศของกองทัพต่างประเทศเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ รวมกิจกรรมทางอากาศของฟิลิปปินส์ เมื่อพวกเขาบินเข้าไปใกล้กับสิ่งก่อสร้างที่จีนครอบครอง” โก๊ะเผย
เกาะพิพาทและการอ้างสิทธิทางทะเลในทะเลจีนใต้อาจขยายไปถึงท้องฟ้า เนื่องจากสิ่งที่จีนนิยามว่าเป็นน่านฟ้าเหนือเกาะและน่านน้ำที่อ้างว่าเป็นของตนเองอาจไม่ได้รับการยอมรับจากประเทศอื่น เช่น สหรัฐฯ
รอธเวลล์ผยว่า จีนยังเดินหน้าอ้างสิทธิเหนือพื้นดินและสร้างเกาะเทียมขึ้นมาอย่างน้อย 7 เกาะในทะเลจีนใต้ แต่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เกาะเทียมไม่ได้ทำให้มีอธิปไตยเหนือน่านฟ้าแต่อย่างใด
“การตีความสิ่งที่จีนพูดไว้ที่เป็นไปได้คือ สหรัฐฯ ส่งบอลลูนสอดแนมเข้าไปเหนือและภายในทะเลจีนใต้ ใกล้กับหนึ่งในเกาะเทียมหรือเกาะพิพาทที่จีนอ้างสิทธิ และจีนได้ระบุว่าสิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างของการละเมิดอธิปไตยเหนือน่านฟ้าของจีน” รอธเวลล์เผย “แต่แน่นอนว่าสหรัฐฯ จะกลับมาแล้วบอกว่า เราไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของจีนเหนือสิ่งเหล่านี้”
นอกเหนือจากข้อพิพาทเหนือดินแดนที่มีอยู่แล้ว นิยามของน่านฟ้าของประเทศยังซับซ้อนด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ขอบเขตบนสุดของน่านฟ้าอธิปไตยไม่ได้ถูกระบุไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ
รอธเวลล์บอกว่า ในทางปฏิบัติโดยทั่วไปแล้วจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่เครื่องบินพาณิชย์หรือเครื่องบินทหารบินขึ้นไปได้ และว่าเครื่องบินคองคอร์ดความเร็วเหนือเสียงของฟรังโค-บริติช ที่ขึ้นบินสูงถึง 60,000 ฟุต (18,300 เมตร) เป็นตัวอย่างของความสูงของน่านฟ้าของประเทศใดประเทศหนึ่งที่อาจขยายไปถึง
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่า บอลลูนของจีนลอยสูง 60,000 ฟุตตอนที่พบอยู่เหนือรัฐมอนแทนา ซึ่งเท่ากับว่ายังอยู่ในน่านฟ้าของสหรัฐฯ ขณะที่จีนไม่ได้ระบุความสูงของบอลลูนสหรัฐฯ ที่อ้างว่าล่วงล้ำน่านฟ้าจีน




