สำนักข่าว BBC รายงานว่า บริษัท SpaceX ของ อีลอน มัสก์ ได้ทำการทดสอบระบบจรวดใหม่ขนาดใหญ่อย่าง Starship โดยวิศวกรได้ทดสอบด้วยการ ‘Static Fire’ (การเดินเครื่องยนต์จรวดแต่ไม่ยังปล่อยอุปกรณ์ที่ยึดตัวจรวดไว้กับฐาน เพื่อทดสอบว่าการเดินเครื่องยนต์นั้นปกติหรือเปล่า) พร้อมทั้งจุดไฟ 31 เครื่องยนต์จากทั้งหมด 33 เครื่องที่ฐานส่วนล่างของยานพาหนะ ซึ่งการทดสอบปล่อยจรวดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที โดยทุกอย่างถูกยึดไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวใดๆ
ทั้งนี้ จรวด Starship จะกลายเป็นระบบจรวดปฏิบัติการที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อทำการบินครั้งแรกและสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ถ้าหากว่า SpaceX พอใจกับผลการทดสอบในครั้งนี้ โดยการทดสอบดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นที่ฐานปล่อยจรวด R&D ของ SpaceX ในเมืองโบคาชิกา ชายแดนเท็กซัสและเม็กซิโก
อีลอน มัสก์ เขียนในทวิตเตอร์ว่า “ทีมงานได้ปิดเครื่องยนต์ 1 เครื่องก่อนการทดสอบและเครื่องยนต์อีกเครื่องหนึ่งได้หยุดทำงาน ทำให้เหลือเครื่องยนต์ทั้งหมด 31 เครื่องที่ทำงานอยู่…แต่ยังมีเครื่องยนต์เพียงพอที่จะไปถึงวงโคจร”
ทั้งนี้ จรวด Starship จะกลายเป็นระบบจรวดปฏิบัติการที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อทำการบินครั้งแรกและสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ถ้าหากว่า SpaceX พอใจกับผลการทดสอบในครั้งนี้ โดยการทดสอบดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นที่ฐานปล่อยจรวด R&D ของ SpaceX ในเมืองโบคาชิกา ชายแดนเท็กซัสและเม็กซิโก
อีลอน มัสก์ เขียนในทวิตเตอร์ว่า “ทีมงานได้ปิดเครื่องยนต์ 1 เครื่องก่อนการทดสอบและเครื่องยนต์อีกเครื่องหนึ่งได้หยุดทำงาน ทำให้เหลือเครื่องยนต์ทั้งหมด 31 เครื่องที่ทำงานอยู่…แต่ยังมีเครื่องยนต์เพียงพอที่จะไปถึงวงโคจร”
การทดสอบ ‘Static Fire’ ปล่อยจรวด Starship
แม้ว่านี่จะไม่ใช่เครื่องยนต์ทั้งหมด แต่ก็ยังเป็นที่น่าสังเกตสำหรับจำนวนเครื่องยนต์ที่ทำงานประสานกัน โดยพบว่าน่าจะมีความใกล้เคียงกับจรวด N1 ที่โซเวียตพัฒนาขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เพื่อนำนักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์มากที่สุด ซึ่งมีเครื่องยนต์ 30 เครื่องเรียงเป็น 2 วง แต่ทว่าจรวด N1 กลับล้มเหลวทั้ง 4 เที่ยวบินและถูกยกเลิกไปในที่สุด
อย่างไรก็ดี SpaceX Super Heavy นั้นเป็นบูสเตอร์ที่มีเครื่องยนต์ทั้งหมด 33 เครื่อง ดังนั้นจึงต้องสร้างแรงขับจากแท่นปล่อยจรวดมากกว่า N1 ถึงประมาณ 70% หรือแม้แต่จรวดขนาดมหึมาตัวใหม่ของ NASA หรือ Space Launch System (SLS) ซึ่งขึ้นบินเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ก็ยังสู้บูสเตอร์ของ Starship ไม่ได้
นอกจากนี้ ตัวบูสเตอร์ยังทำงานได้เหมือนเครื่องบินโดยสาร ซึ่งประหยัดต้นทุนในระยะยาวเมื่อเทียบกับจรวดแบบใช้ครั้งเดียวแบบธรรมดาที่มีค่าใช้จ่ายมหาศาล
SpaceX จะตรวจสอบข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่สามารถปล่อยเครื่องยนต์ทั้ง 33 เครื่องได้ พร้อมตรวจสอบแท่นปล่อยเพื่อดูว่ามีความเสียหายใดเกิดขึ้นระหว่างการยิงระยะสั้นหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ การทดสอบเครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่าก็ทำให้คอนกรีตใต้แท่นปล่อยแตกร้าวมาแล้ว ทำให้ต้องมีการซ่อมแซม
มัสก์ ตั้งความหวังไว้สูงมากสำหรับจรวดลำนี้ เพื่อใช้ในการส่งดาวเทียมและผู้คนเข้าสู่วงโคจรของโลกและไกลออกไป โดย Nasa ได้ทำสัญญากับ SpaceX แล้วเพื่อที่จะพัฒนาเวอร์ชันที่สามารถมีบทบาทในโครงการ Artemis และนำนักบินอวกาศลงจอดบนดวงจันทร์ได้อีกครั้ง
ขณะเดียวกัน มัสก์เองก็มีเป้าหมายในตัวดาวอังคารด้วย เขามีความทะเยอทะยานมานานแล้วที่จะไปถึงดาวเคราะห์แดงดวงนี้เพื่อตั้งถิ่นฐาน
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด มัสก์จะพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับความพยายามในการโคจรของจรวด Starship แบบเต็มรูปแบบในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมนี้
อย่างไรก็ดี SpaceX Super Heavy นั้นเป็นบูสเตอร์ที่มีเครื่องยนต์ทั้งหมด 33 เครื่อง ดังนั้นจึงต้องสร้างแรงขับจากแท่นปล่อยจรวดมากกว่า N1 ถึงประมาณ 70% หรือแม้แต่จรวดขนาดมหึมาตัวใหม่ของ NASA หรือ Space Launch System (SLS) ซึ่งขึ้นบินเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ก็ยังสู้บูสเตอร์ของ Starship ไม่ได้
นอกจากนี้ ตัวบูสเตอร์ยังทำงานได้เหมือนเครื่องบินโดยสาร ซึ่งประหยัดต้นทุนในระยะยาวเมื่อเทียบกับจรวดแบบใช้ครั้งเดียวแบบธรรมดาที่มีค่าใช้จ่ายมหาศาล
SpaceX จะตรวจสอบข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่สามารถปล่อยเครื่องยนต์ทั้ง 33 เครื่องได้ พร้อมตรวจสอบแท่นปล่อยเพื่อดูว่ามีความเสียหายใดเกิดขึ้นระหว่างการยิงระยะสั้นหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ การทดสอบเครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่าก็ทำให้คอนกรีตใต้แท่นปล่อยแตกร้าวมาแล้ว ทำให้ต้องมีการซ่อมแซม
มัสก์ ตั้งความหวังไว้สูงมากสำหรับจรวดลำนี้ เพื่อใช้ในการส่งดาวเทียมและผู้คนเข้าสู่วงโคจรของโลกและไกลออกไป โดย Nasa ได้ทำสัญญากับ SpaceX แล้วเพื่อที่จะพัฒนาเวอร์ชันที่สามารถมีบทบาทในโครงการ Artemis และนำนักบินอวกาศลงจอดบนดวงจันทร์ได้อีกครั้ง
ขณะเดียวกัน มัสก์เองก็มีเป้าหมายในตัวดาวอังคารด้วย เขามีความทะเยอทะยานมานานแล้วที่จะไปถึงดาวเคราะห์แดงดวงนี้เพื่อตั้งถิ่นฐาน
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด มัสก์จะพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับความพยายามในการโคจรของจรวด Starship แบบเต็มรูปแบบในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมนี้



