ผลการศึกษาเมื่อวันอังคาร (14 พ.ค.) พบว่า ความร้อนที่ร้อนจัดทั่วเอเชียและตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนเมษายน ซึ่งสะท้อนถึงความร้อนระอุในปีที่แล้ว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 45 เท่าในบางส่วนของทวีป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์
อุณหภูมิที่ร้อนจัดทั่วเอเชีย ตั้งแต่กาซาทางตะวันตกซึ่งผู้คนมากกว่า 2 ล้านคนเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำสะอาด ขาดการดูแลสุขภาพ และปัจจัยจำเป็นอื่นๆ เนื่องจากการทิ้งระเบิดของอิสราเอล ไปจนถึงฟิลิปปินส์ทางตะวันออกเฉียงใต้ โดยหลายพื้นที่ของทวีปเผชิญกับอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาฯ ติดต่อกันหลายวัน
การศึกษานี้เผยแพร่โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ‘World Weather Attribution’ (การระบุแหล่งที่มาสภาพอากาศโลก) ซึ่งใช้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศเพื่อระบุอย่างรวดเร็วว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลกหรือไม่
ในฟิลิปปินส์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าอากาศร้อนจัดมากจนเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ ส่วนในบางพื้นที่ของตะวันออกกลางนั้นพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มทำให้เกิดอากาศร้อนประมาณ 5 เท่า
“ผู้คนต้องทนทุกข์ทรมานและเสียชีวิตเมื่ออุณหภูมิในเดือนเมษายนเพิ่มสูงขึ้นในเอเชีย หากมนุษย์ยังคงเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป อากาศก็จะอุ่นขึ้นต่อไป และผู้คนที่อ่อนแอก็จะตายอย่างต่อเนื่อง”
— ฟรีเดอริเก อ็อตโต ผู้เขียนงานวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจในลอนดอนกล่าว
มีรายงานผู้เสียชีวิตจากความร้อนอย่างน้อย 28 รายในบังกลาเทศ 5 รายในอินเดีย และ 3 รายในฉนวนกาซาเมื่อช่วงเดือนเมษายน นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้นในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ในปีนี้ด้วย
ความร้อนยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเกษตร ทำให้พืชผลเสียหายและผลผลิตลดลง แถมยังกระทบกับการเรียนอีก เพราะต้องขยายเวลาปิดเทอม และโรงเรียนปิดในหลายประเทศซึ่งกระทบต่อนักเรียนหลายพันคน
ในอินเดียมีอุณหภูมิสูงถึง 46 องศาฯ ขณะที่ เมียนมา ลาว และเวียดนาม ทำลายสถิติวันที่ร้อนที่สุดในเดือนเมษายน ส่วนฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับค่ำคืนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีอุณหภูมิต่ำสุด 29.8 องศาฯ
“ความร้อนจัดในเอเชียใต้ในช่วงก่อนฤดูมรสุมกำลังเกิดบ่อยขึ้น และผลการศึกษาพบว่าอุณหภูมิที่สูงที่สุดในปัจจุบันในภูมิภาคนี้ร้อนขึ้นประมาณ 0.85 องศาฯ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศกล่าว
การศึกษาพบว่า ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ผู้อพยพ และผู้ที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่ออุณหภูมิที่ร้อนจัด
“การค้นพบในแง่วิทยาศาสตร์เหล่านี้น่าตกใจ…สำหรับคนภาคพื้นดินที่อาศัยอยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัย มันอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้…การตระหนักรู้มากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงจากความร้อน การลงทุนภาครัฐและเอกชนเพื่อรับมือกับความร้อนที่เพิ่มขึ้น และการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของมัน ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดการกับคลื่นความร้อนในอนาคต” อาทิตยา วาเลียธาน พิลไล ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนความร้อนจากสถาบันกลุ่มคลังสมอง ‘Sustainable Futures Collaborative’ ในนิวเดลี ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยนี้กล่าว
“ผมคิดว่าความร้อนเป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญที่สุดของผู้คนนับล้านทั่วโลก รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ” พิลไลกล่าวเสริม
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP




