สำนักข่าว Yonhap ของเกาหลีใต้รายงานว่า กองทัพฝ่ายใต้สันนิษฐานว่า อากาศยานบินไร้คนขับ (UAV) หรือโดรนของเกาหลีเหนือราว 5 ลำบินนข้ามพรมแดนระหว่าง 2 ประเทศเมื่อวันจันทร์ (26 ธ.ค.) ที่ผ่านมา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเกาหลีใต้ โดยโดรนลำหนึ่งบินไปจนถึงทางเหนือของโซล ก่อนจะบินข้ามพรมแดนกลับมา
ฝ่ายเกาหลีใต้ได้ใช้เครื่องบินไอพ่นและเฮลิคอปเตอร์โจมตีโดรนเหล่านั้น แต่กระสุน 100 นัดที่ยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถยิงพวกมันได้เลย
เจ้าหน้าที่ทหารเกาหลีใต้กล่าวว่า พวกเขาสูญเสียการติดตามโดรนทั้งหมดตั้งแต่นั้นมา แต่พวกมันก็ไม่ได้บินกลับมาอีก
เจ้าหน้าที่จากคณะเสนาธิการร่วม กล่าวว่า กองทัพฝ่ายใต้ตรวจพบ ‘วัตถุที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้’ หลายชิ้น ซึ่งคาดว่าเป็นอากาศยานไร้คนขับในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดคยองกี ตั้งแต่เวลา 10.25 น. ตามเวลาท้องถิ่น
โดรนบินข้ามเส้นแบ่งเขตทางทหารของทั้ง 2 ประเทศ ทั้งยังบินในพื้นที่เขตคิมโพ เกาะคังฮวา และพาจู เป็นเหตุให้เที่ยวบินต้องระงับชั่วคราว
“ฝ่ายใต้ได้ออกข้อความเตือน ยิงปืนเตือน ใช้เฮลิคอปเตอร์ รวมถึงเครื่องบินรบอื่นๆ โจมตีกลับเพื่อกำจัดพวกมัน ขณะที่ยังไม่ยืนยันว่ายานพาหนะเหล่านี้มีอาวุธใดๆ หรือไม่…กองทัพของเราจะยังคงตอบโต้อย่างเต็มที่และเฉียบขาดต่อการยั่วยุของเกาหลีเหนือ” เจ้าหน้าที่กล่าว
กองทัพยังใช้เครื่องบินโจมตีเบา KA-1 อีกด้วย แต่เครื่องบินได้ตกไปโดยไม่ทราบสาเหตุในเขตฮองซอง ห่างจากกรุงโซลไปทางตะวันออกประมาณ 140 กิโลเมตร เมื่อเวลา 11.39 น. และนักบินทั้งสองหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ดี ปฏิบัติการโดรนของฝ่ายเหนือได้สร้างความกังวลด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นต่อฝ่ายใต้ เนื่องจากมันสามารถใช้ในการปฏิบัติการสอดแนม เช่นเดียวกับภารกิจโจมตีที่อาจเกิดขึ้นกับฝ่ายใต้
นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังเคยบินโดรนไปทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ในปี 2014 และ 2017 อีกด้วย ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่อาจเกิดจากยานพาหนะไร้คนขับเหล่านั้น
การบุกรุกดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลี โดยเกาหลีเหนือทำการทดสอบขีปนาวุธเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเกาหลีเหนือกำลังดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาอาวุธของตน ขณะเดียวกันก็กดดันให้สหรัฐฯ ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรในการเจรจาใดๆ ในอนาคต
ฝ่ายเกาหลีใต้ได้ใช้เครื่องบินไอพ่นและเฮลิคอปเตอร์โจมตีโดรนเหล่านั้น แต่กระสุน 100 นัดที่ยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถยิงพวกมันได้เลย
เจ้าหน้าที่ทหารเกาหลีใต้กล่าวว่า พวกเขาสูญเสียการติดตามโดรนทั้งหมดตั้งแต่นั้นมา แต่พวกมันก็ไม่ได้บินกลับมาอีก
เจ้าหน้าที่จากคณะเสนาธิการร่วม กล่าวว่า กองทัพฝ่ายใต้ตรวจพบ ‘วัตถุที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้’ หลายชิ้น ซึ่งคาดว่าเป็นอากาศยานไร้คนขับในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดคยองกี ตั้งแต่เวลา 10.25 น. ตามเวลาท้องถิ่น
โดรนบินข้ามเส้นแบ่งเขตทางทหารของทั้ง 2 ประเทศ ทั้งยังบินในพื้นที่เขตคิมโพ เกาะคังฮวา และพาจู เป็นเหตุให้เที่ยวบินต้องระงับชั่วคราว
“ฝ่ายใต้ได้ออกข้อความเตือน ยิงปืนเตือน ใช้เฮลิคอปเตอร์ รวมถึงเครื่องบินรบอื่นๆ โจมตีกลับเพื่อกำจัดพวกมัน ขณะที่ยังไม่ยืนยันว่ายานพาหนะเหล่านี้มีอาวุธใดๆ หรือไม่…กองทัพของเราจะยังคงตอบโต้อย่างเต็มที่และเฉียบขาดต่อการยั่วยุของเกาหลีเหนือ” เจ้าหน้าที่กล่าว
กองทัพยังใช้เครื่องบินโจมตีเบา KA-1 อีกด้วย แต่เครื่องบินได้ตกไปโดยไม่ทราบสาเหตุในเขตฮองซอง ห่างจากกรุงโซลไปทางตะวันออกประมาณ 140 กิโลเมตร เมื่อเวลา 11.39 น. และนักบินทั้งสองหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ดี ปฏิบัติการโดรนของฝ่ายเหนือได้สร้างความกังวลด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นต่อฝ่ายใต้ เนื่องจากมันสามารถใช้ในการปฏิบัติการสอดแนม เช่นเดียวกับภารกิจโจมตีที่อาจเกิดขึ้นกับฝ่ายใต้
นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังเคยบินโดรนไปทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ในปี 2014 และ 2017 อีกด้วย ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่อาจเกิดจากยานพาหนะไร้คนขับเหล่านั้น
การบุกรุกดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลี โดยเกาหลีเหนือทำการทดสอบขีปนาวุธเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเกาหลีเหนือกำลังดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาอาวุธของตน ขณะเดียวกันก็กดดันให้สหรัฐฯ ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรในการเจรจาใดๆ ในอนาคต



