ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้หลายเมืองหลายประเทศทั่วโลกต่างกำลังเผชิญปัญหารถติดและการจราจรคับคั่งจนนำไปสู่มาตรการ ‘เก็บค่าธรรมเนียมรถติด’ (Congestion Charge) ซึ่งกำหนดให้ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเมื่อเข้าสู่พื้นที่ที่กำหนดในเมือง นอกจากแก้ปัญหารถติดแล้วยังช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก เพิ่มรายได้ของเมือง และจำนวนรถยนต์ที่ลดลงด้วย
SPACEBAR พาสำรวจเมืองต่างๆ ทั่วโลกว่ามีที่ไหนบ้างที่ใช้มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมรถติด
\-ลอนดอน, อังกฤษ-

ในปี 2003 ก่อนที่จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจราจรคับคั่ง 93% ของชาวลอนดอน เผยว่าการจราจรเป็นปัญหา โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับเวลาในการเดินทางบนท้องถนน รวมถึงมลพิษ แต่ 1 ปีต่อมา หลังจากมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 5 ปอนด์ต่อวัน (ราว 215 บาท) และผลที่ได้ก็คือความเร็วเฉลี่ยของยานพาหนะที่เพิ่มขึ้นและการจราจรก็คับคั่งน้อยลง
แม้ว่าประชากรของลอนดอนจะเพิ่มขึ้นถึง 20% แต่ปริมาณการจราจรกลับลดลงเกือบ 10% ระหว่างปี 2000-2015 ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากค่าธรรมเนียมรถติดรายวัน
เคล็ดลับความสำเร็จของมาตรการนี้คือ :
- ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในเวลา 10 ปี
- ศาลากลางสามารถขยายหรือลดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ได้อย่างง่ายดาย หลังจากบริการขนส่งสาธารณะ Uber ได้รับความนิยม
- เนื่องจากจำนวนรถรับจ้างส่วนตัวที่เพิ่มสูงขึ้น จึงมีมติให้รถแท็กซี่ (ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการยกเว้น) ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตั้งแต่เดือนเมษายน 2019 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ดี มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมรถติดของลอนดอนไม่ได้ออกแบบมาเพื่อลดการปล่อยมลพิษหรือเพิ่มเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นเป็นหลัก ผลพลอยได้ทั้งสองนี้ถือเป็นโบนัสแต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะจุดประสงค์หลักคือการลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนและยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป
\-สตอกโฮล์ม, สวีเดน-

มาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรถติดในสตอกโฮล์มนั้นเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างยาวนาน และต้องผ่านการลงประชามติเบื้องต้นก่อนในปี 2006 แต่ในปี 2014 พบว่า ประชากรมากกว่า 2 ใน 3 ก็เห็นชอบกับมาตรการดังกล่าว และปริมาณการจราจรก็ลดลงไปเกือบ 1 ใน 4 เลยทีเดียว
ในการลงประชามติครั้งแรก มีเพียงเขตในตัวเมืองเท่านั้นที่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชาวเมืองในพื้นที่รอบนอกเมืองก็เริ่มเห็นด้วยกับการเก็บค่าธรรมเนียม เนื่องจากพวกเขาเห็นว่ากองทุนแก้ไขปัญหาการจราจรคับคั่งถูกนำไปใช้ในเขตของตัวเองด้วย นอกจากนี้ พวกเขายังบอกด้วยว่า รถยนต์บนท้องถนนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด หลังเก็บค่าธรรมเนียมในเดือนแรก
ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมในสตอกโฮล์มจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับเวลาของวันและช่วงเวลาของปี (ฤดูกาล) โดยค่าธรรมเนียมสูงสุดต่อวันต่อคันในช่วง ฤดู ท่องเที่ยวสูงสุดอยู่ที่ 135 โครนาสวีเดน / SEK (ราว 424 บาท) สำหรับใจกลางเมืองและเอสซิงเกเลเดน และ 105 SEK (ราว 330 บาท) ในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว
\-สิงคโปร์-

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอัตราการเก็บค่าธรรมเนียมรถติดที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1975 ต่อมาในปี 1998 มีการปรับปรุงแผนงานเพื่อรองรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยรถยนต์ทุกคันของสิงคโปร์จะต้องมีอุปกรณ์ภายในรถบนแผงหน้าปัด ซึ่งจะมีสมาร์ทการ์ดสำหรับชำระเงินล่วงหน้า
หากใช้ระบบนี้ อัตราค่าธรรมเนียมจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของวัน ประเภท และสภาพถนน โดยที่ค่าธรรมเนียมก็จะแตกต่างกันไปตั้งแต่ 0-3 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน (ราว 0-75บาท)
แต่ในสิงคโปร์มีวัฒนธรรมที่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการขับรถ เจ้าของรถจะต้องขอใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 100-200% ของราคารถ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เองที่ส่งผลให้มีจำนวนผู้ใช้ถนนน้อยลง ทำให้ปริมาณการจราจรในตัวเมืองลดลง 1 ใน 4 อีกทั้งการใช้งานระบบขนส่งสาธารณะก็เพิ่มขึ้นแทนด้วย
\-มิลาน, อิตาลี-

มิลาน เมืองหลวงของอิตาลีเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ออกมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมรถติดในเขต C ซึ่งเริ่มใช้ในปี 2012 หมายความว่ารถยนต์ต้องเสียค่าผ่านทางเข้าไป เว้นแต่รถยนต์ไฟฟ้าที่ปล่อยมลพิษต่ำน้อยกว่า 100 กรัม/กม. หรือมอเตอร์ไซค์ที่ตรงตามมาตรฐานเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ฟรี
วัตถุประสงค์ของมาตรการดังกล่าวก็คือ ลดปริมาณการจราจร ส่งเสริมการขนส่งสาธารณะและลดระดับหมอกควันในเมือง โดยรายได้สุทธิทั้งหมดจากระบบจะนำไปใช้ส่งเสริมการขนส่งสาธารณะและการเดินทางอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกับเขตจำกัดการจราจร ‘Zona a Traffico Limitato’ (ZTL / ห้ามขับรถในช่วงเวลาที่กำหนด) ซึ่งช่วยลดจำนวนรถยนต์ที่เข้าสู่เมืองได้ประมาณ 30% แถมยังเพิ่มความเร็วเฉลี่ยของรถบัส และลดระดับมลพิษได้
สำหรับค่าธรรมเนียมในเขต C รถยนต์ทั่วไปจะต้องจ่ายในราคา 3 ยูโร (ราว 107 บาท) ส่วนรถบัสมีหลายราคาขึ้นอยู่กับความยาว และจำนวนที่นั่งของรถอยู่ที่ 60-150 ยูโร (ราว 2,160-5,400 บาท)
\-ออสโล, นอร์เวย์-

สำหรับค่าผ่านทางในเมืองออสโล นอร์เวย์นั้นจะขึ้นอยู่กับประเภทของเชื้อเพลิง รวมถึงเวลาและระยะทาง และยานพาหนะที่มีขนาดมากกว่า 3.5 ตัน จำเป็นต้องติดป้าย AutoPASS (ระบบเก็บค่าผ่านทางนอร์เวย์)
อัตราค่าผ่านทางใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2024 :
- ออสโลมีวงแหวนเก็บค่าผ่านทาง 3 วง ได้แก่ ถนนวงแหวนชั้นใน ถนนวงแหวนออสโล และถนนชายแดนเมือง
- ส่วนลด 20% สำหรับรถยนต์ที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 3.5 ตัน และมี AutoPASS
- ไม่มีส่วนลดสำหรับยานพาหนะน้ำหนักมากกว่า 3.5 ตัน และมี AutoPASS แต่จะใช้กฎการจ่ายอีกแบบหนึ่ง
- ชั่วโมงเร่งด่วน จันทร์ - ศุกร์ มี 2 ช่วง คือ 06.30 - 09.00 น. และ 15.00 -17.00 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ เดือนกรกฎาคม คริสต์มาสอีฟ วันสิ้นปี และวันพุธก่อนวันอีสเตอร์
- ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกคนจะต้องจ่ายค่าผ่านทางเพียง 1 ครั้งต่อชั่วโมงในพื้นที่ถนนวงแหวนชั้นใน และถนนวงแหวนออสโล และ 1 ครั้งต่อชั่วโมงในพื้นที่ถนนชายแดนเมือง
\-นิวยอร์ก, สหรัฐฯ-

สำหรับแผนเก็บค่าธรรมเนียมรถติดในนิวยอร์กซึ่งถือเป็นเขตแรกที่เรียกเก็บนั้น เดิมทีวางกำหนดการไว้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2024 เป็นต้นไป แต่เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ทางการก็ได้เลื่อนแผนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
หากทุกอย่างเป็นไปตามมาตรการเดิม รถยนต์ที่มุ่งหน้าเข้าสู่เขต ‘Congestion Relief Zone’ (ด่านเก็บค่าธรรมเนียมรถติด) ของนิวยอร์กจะต้องเสียค่าผ่านทาง โดยจะขึ้นอยู่กับประเภทรถยนต์ เวลาของวัน เครดิตการข้ามถนนที่ใช้ได้ และวิธีการชำระเงิน นอกจากนี้ ยังมีส่วนลดและข้อยกเว้นสำหรับผู้ขับขี่หรือยานพาหนะบางประเภทหากพวกเขาใช้ระบบ E-ZPass New York
ในช่วงพีคของวันธรรมดาจะเก็บอัตราค่าผ่านทางเวลา 05.00-21.00 น. และระหว่างเวลา 09.00-21.00 น. ในวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่อัตราค่าผ่านทางช่วงกลางคืนจะถูกกว่าอัตราค่าผ่านทางในช่วงพีคปกติถึง 75%
ค่าผ่านทางสำหรับรถโดยสารและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (รถเก๋ง SUV รถกระบะ และรถตู้ขนาดเล็ก) ที่ชำระด้วยระบบ E-ZPass จะอยู่ที่ 15 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 500 บาท) ในช่วงพีค และ 3.75 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 125 บาท) ในช่วงกลางคืนซึ่งมีการจราจรหนาแน่นน้อยกว่า
ส่วนค่าผ่านทางสำหรับรถมอเตอร์ไซค์จะอยู่ที่ 7.50 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 250 บาท) ในช่วงพีค และ 1.75 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 58 บาท) ในช่วงกลางคืน ยานพาหนะเหล่านี้จะถูกเรียกเก็บเพียงครั้งเดียวต่อวัน




