สเตฟานี พอมบอย นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงจากการคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำเกี่ยวกับฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐในช่วงต้นทศวรรษ 2000 และวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2008 เตือนว่าการล้มของธนาคารและคริปโทเคอร์เรนซีอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวิกฤตเลวร้ายอีกครั้งหนึ่ง
พอมบอย ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยด้านเศรษฐกิจ MacroMavens ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า “สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ร้ายแรงมาก เรากำลังยืนอยู่บนปากเหวของวิกฤตทางการเงินคล้ายๆ กับปี 2008”
การประเมินของพอมบอยเกิดขึ้นหลังจากการล้มของธนาคารซิลิคอนแวลลีย์ (SVB) ซึ่งเป็นการล้มเหลวของธนาคารครั้งใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของสหรัฐ หลังจากการล้มของ Washington Mutual เมื่อปี 2008 และการสั่งปิดซิลเวอร์เกตแบงก์ ธนาคารคริปโทฯ รายใหญ่ และการล้มละลายของบริษัทคริปโทฯ อาทิ FTX, BlockFi และ Three Arrows Capital. (อ่าน “เมื่อธนาคารสหรัฐฯ ล้มละลายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 15 ปี สรุปวิกฤตธนาคาร SVB พังครืนใน 44 ชั่วโมง” ได้ที่นี่)
พอมบอยยังไม่เห็นด้วยกับ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ที่ออกแถลงการณ์หลัง SVB ล้มว่า ระบบธนาคารของสหรัฐฯ “ยังมีความยืดหยุ่น และผู้กำกับดูแลมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหานี้” โดยพอมบอยบอกว่าเยลเลน “เสียสติไปแล้ว” ที่ให้ความสำคัญกับ “ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการรวมกันเป็นหนึ่ง” ในช่วงเวลาที่การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังเผยให้เห็นความเปราะบางของระบบการเงินของสหรัฐฯ ที่กำลังมีหนี้สินรุงรัง
เช่นเดียวกับ บิลล์ แอคแมน ผู้บริหารเฮดจ์ฟันด์ที่เตือนว่า ความล้มเหลวของ SVB อาจทำธนาคารอื่นๆ ที่มีปัญหาล้มไปด้วยเหมือนกับโดมิโนคล้ายๆ กับวิกฤตปี 2008
ผลกระทบของ SVB กระจายไปทั่วโลกไล่ตั้งแต่อังกฤษ แคนาดา อินเดีย จีน ถึงสิงคโปร์ บรรดาผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ตอัพในย่านเบย์แอเรียของแคลิฟอร์เนียกำลังกังวลเรื่องการเข้าถึงเงินและการจ่ายเงินเดือนพนักงาน ส่วนในอังกฤษ ธนาคารสาขาของ SVB เตรียมประกาศล้มละลายและหยุดการซื้อขายหุ้น รวมทั้งไม่รับลูกค้ารายใหม่
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น SVB มีสาขาทั้งในจีน เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย อิสราเอล และสวีเดน บรรดาผู้ก่อตั้งบรษัทต่างๆ พากันเตือนว่าความล้มเหลวของ SVB อาจทำให้สตาร์ทอัพทั่วโลกหายไปหากรัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซง
บรรดาบริษัทเทคในเอเชียก็กำลังประเมินแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ด้วย บรรดานักการเงินและผู้ประกอบการในสิงคโปร์ที่เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนธุรกิจ Wharton ต่างรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับความเป็นไปของ SVB เช่นเดียวกับผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพและนักลงทุนที่เข้าร่วมการประชุมในเมืองมุมไบของอินเดียที่หยิบเรื่อง SVB มาเป็นประเด็นสำคัญ
ด้านนักวิเคราะห์ อาทิ หลิวเจิงหนิง จาก China International Capital มองว่า “ไม่ควรประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ SVB ต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่ำเกินไป” เพราะเงินฝากมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี โดยทั่วไปแล้วสตาร์ตอัพต้องการเงินสดเพื่อชำระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาและเงินเดือนพนักงาน “หากเงินฝากเหล่านี้ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ระหว่างกระบวนการล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ บริษัทเทคบางแห่งอาจเจอปัญหาสภาพคล่อง ความเสี่ยงที่จะล้มละลายไม่ควรถูกมองข้าม”
ขณะที่กระทรวงการคลังของเกาหลีใต้ประกาศว่า จะจับตาผลกระทบของ SVB ต่อตลาดเกาหลีใต้อย่างใกล้ชิด
พอมบอย ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยด้านเศรษฐกิจ MacroMavens ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า “สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ร้ายแรงมาก เรากำลังยืนอยู่บนปากเหวของวิกฤตทางการเงินคล้ายๆ กับปี 2008”
การประเมินของพอมบอยเกิดขึ้นหลังจากการล้มของธนาคารซิลิคอนแวลลีย์ (SVB) ซึ่งเป็นการล้มเหลวของธนาคารครั้งใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของสหรัฐ หลังจากการล้มของ Washington Mutual เมื่อปี 2008 และการสั่งปิดซิลเวอร์เกตแบงก์ ธนาคารคริปโทฯ รายใหญ่ และการล้มละลายของบริษัทคริปโทฯ อาทิ FTX, BlockFi และ Three Arrows Capital. (อ่าน “เมื่อธนาคารสหรัฐฯ ล้มละลายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 15 ปี สรุปวิกฤตธนาคาร SVB พังครืนใน 44 ชั่วโมง” ได้ที่นี่)
พอมบอยยังไม่เห็นด้วยกับ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ที่ออกแถลงการณ์หลัง SVB ล้มว่า ระบบธนาคารของสหรัฐฯ “ยังมีความยืดหยุ่น และผู้กำกับดูแลมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหานี้” โดยพอมบอยบอกว่าเยลเลน “เสียสติไปแล้ว” ที่ให้ความสำคัญกับ “ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการรวมกันเป็นหนึ่ง” ในช่วงเวลาที่การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังเผยให้เห็นความเปราะบางของระบบการเงินของสหรัฐฯ ที่กำลังมีหนี้สินรุงรัง
เช่นเดียวกับ บิลล์ แอคแมน ผู้บริหารเฮดจ์ฟันด์ที่เตือนว่า ความล้มเหลวของ SVB อาจทำธนาคารอื่นๆ ที่มีปัญหาล้มไปด้วยเหมือนกับโดมิโนคล้ายๆ กับวิกฤตปี 2008
ผลกระทบของ SVB กระจายไปทั่วโลกไล่ตั้งแต่อังกฤษ แคนาดา อินเดีย จีน ถึงสิงคโปร์ บรรดาผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ตอัพในย่านเบย์แอเรียของแคลิฟอร์เนียกำลังกังวลเรื่องการเข้าถึงเงินและการจ่ายเงินเดือนพนักงาน ส่วนในอังกฤษ ธนาคารสาขาของ SVB เตรียมประกาศล้มละลายและหยุดการซื้อขายหุ้น รวมทั้งไม่รับลูกค้ารายใหม่
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น SVB มีสาขาทั้งในจีน เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย อิสราเอล และสวีเดน บรรดาผู้ก่อตั้งบรษัทต่างๆ พากันเตือนว่าความล้มเหลวของ SVB อาจทำให้สตาร์ทอัพทั่วโลกหายไปหากรัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซง
บรรดาบริษัทเทคในเอเชียก็กำลังประเมินแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ด้วย บรรดานักการเงินและผู้ประกอบการในสิงคโปร์ที่เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนธุรกิจ Wharton ต่างรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับความเป็นไปของ SVB เช่นเดียวกับผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพและนักลงทุนที่เข้าร่วมการประชุมในเมืองมุมไบของอินเดียที่หยิบเรื่อง SVB มาเป็นประเด็นสำคัญ
ด้านนักวิเคราะห์ อาทิ หลิวเจิงหนิง จาก China International Capital มองว่า “ไม่ควรประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ SVB ต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่ำเกินไป” เพราะเงินฝากมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี โดยทั่วไปแล้วสตาร์ตอัพต้องการเงินสดเพื่อชำระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาและเงินเดือนพนักงาน “หากเงินฝากเหล่านี้ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ระหว่างกระบวนการล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ บริษัทเทคบางแห่งอาจเจอปัญหาสภาพคล่อง ความเสี่ยงที่จะล้มละลายไม่ควรถูกมองข้าม”
ขณะที่กระทรวงการคลังของเกาหลีใต้ประกาศว่า จะจับตาผลกระทบของ SVB ต่อตลาดเกาหลีใต้อย่างใกล้ชิด



