สหรัฐฯ ขายอาวุธให้ไต้หวัน เพิ่มตึงเครียดสัมพันธ์สามเส้า

3 มี.ค. 2566 - 17:43

  • สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องบินรบ F-16 มีมูลค่ารวม 619 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวัน

  • กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า การขายอาวุธให้ไต้หวันล็อตนี้จะเพิ่มขีดความสามารถของไต้หวันในการป้องกันน่านฟ้าของตนเอง

  • จีนกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าสร้างสถานการณ์ที่อันตรายต่อสันติภาพและความมั่นคงบริเวณช่องเเคบไต้หวัน และประกาศกร้าวว่าจะปกป้องอธิปไตยของชาติและบูรณภาพเเห่งดินเเดนอย่างหนักเเน่น

taiwan_military_get_us619_million_us_arms_boost_china_keeps_pressure_SPACEBAR_Thumbnail_35540c4053.jpeg
เว็บไซต์ข่าวอัลจาซีราห์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับใช้กับเครื่องบินรบ F-16 มีมูลค่ารวม 619 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับไต้หวัน ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่อาจสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่จีนที่ถือว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตนเองมากขึ้น 

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ แถลงว่า อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ได้รับการอนุมัติขายให้กับไต้หวันครั้งนี้ รวมถึงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านการแผ่คลื่นเรดาร์ AGM-88 High-Speed Anti-Radiation Missile หรือ HARM จำนวน 100 ลูก จรวดนำวิถีเอไอเอ็ม-120 (AIM-120 Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile หรือ AMRAAM) จำนวน 200 ลูก ตลอดจนเครื่องยิงจรวดและขีปนาวุธจำลองสำหรับการฝึก 

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า การขายอาวุธให้ไต้หวันล็อตนี้จะเพิ่มขีดความสามารถของไต้หวันในการป้องกันน่านฟ้าของตนเอง ส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาคและในการทำงานร่วมกับสหรัฐฯ 

ขณะที่กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ แถลงว่า การอนุมัติขายอาวุธดังกล่าวให้กับไต้หวันสอดคล้องกับรัฐบัญญัติความสัมพันธ์ไต้หวันและนโยบายจีนเดียวที่สหรัฐฯ ยึดมั่น ซึ่งการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันและการดำเนินการของไต้หวันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเองนั้น มีส่วนช่วยในการธำรงสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันและในภูมิภาคด้วย 

ส่วนกระทรวงต่างประเทศของไต้หวัน แสดงความยินดีกับการขายอาวุธของสหรัฐฯ ที่นับเป็นครั้งแรกของปีนี้และเป็นครั้งที่ 9 นับจากการขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ซึ่งการประกาศอนุมัติขายอาวุธครั้งนี้ให้กับไต้หวันมีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเกี่ยวกับประเด็นไต้หวันทวีความตึงเครียดมากขึ้น 

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าสร้างสถานการณ์ที่อันตรายต่อสันติภาพและความมั่นคงบริเวณช่องเเคบไต้หวัน หลังจากที่เครื่องบินรบอเมริกันบินผ่านพื้นที่ทางทะเลที่เป็นจุดอ่อนไหว แต่กองทัพเรือสหรัฐฯและฝ่ายไต้หวันกล่าวว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตน่านฟ้าสากล 

ทางการปักกิ่ง ซึ่งยกระดับกิจกรรมทางทหารใกล้ๆ ไต้หวันในช่วงสามปีที่ผ่านมา ไม่พอใจที่กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการด้านกลาโหมผ่านช่องเเคบไต้หวัน ซึ่งบางครั้งเป็นการบินในน่านฟ้า แต่ส่วนใหญ่คือการส่งเรือรบอเมริกันเข้าพื้นที่ดังกล่าว 

จีนประกาศว่าเส้นทางทางทะเลดังกล่าวอยู่ภายใต้อธิปไตยของจีน และได้สอดส่องอย่างใกล้ชิดในกรณีที่เครื่องบิน พี-8เอ โพเซดอนของสหรัฐฯ ที่เป็นเครื่องบินลาดตระเวน สอดเเนมและใช้ในภารกิจต่อต้านเรือดำน้ำได้ เมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวบินผ่านช่องเเคบไต้หวัน ทั้งยังยังประกาศว่าจะปกป้องอธิปไตยของชาติและบูรณภาพเเห่งดินเเดนอย่างหนักเเน่น 

ในส่วนของกองเรือที่ 7 ของกองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่าเครื่องบินลำดังกล่าวบินเข้าไปในน่านฟ้าสากล และสหรัฐฯ จะยังคงส่งเครื่องบิน เรือ และดำเนินภารกิจในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงบริเวณช่องเเคบไต้หวัน 

“การดำเนินภารกิจในช่องเเคบไต้หวัน ที่เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ เเสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ยึดมั่นในในสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางผ่าน (พื้นที่ดังกล่าว) ของทุกประเทศ” กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุ
info_taiwan_military_get_us619_million_us_arms_boost_china_keeps_pressure_1_ceda9d2ffe.jpeg
อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐฯ จะยุติความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวันเมื่อปี 1979 ซึ่งเป็นปีที่สหรัฐฯ เริ่มความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับจีนแผ่นดินใหญ่ แต่สหรัฐฯ ก็ยังคงดำเนินความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการกับไต้หวัน ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนด้านอาวุธให้ไต้หวัน 

ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ ทั้งกับจีนแผ่นดินใหญ่ และไต้หวัน ช่วยรักษาสันติภาพในช่องแคบไต้หวันมานานหลายสิบปี แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจีนกังวลว่าสหรัฐฯ จะแสดงท่าทีสนับสนุนไต้หวันมากขึ้น โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ระบุแล้วอย่างน้อยสามครั้งว่า สหรัฐฯ จะป้องกันไต้หวันหากถูกจีนรุกราน แม้จะยังคงปฏิบัติตามนโยบายจีนเดียวก็ตาม 

หากไล่ดูตามไทม์ไลน์จะเห็นว่าตลอดช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวันมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากเดือนเม.ย. ปี 1997 ที่ “นิวท์ กิงกริช” ประธานสภาผู้เเทนราษฎรสหรัฐฯ เยือนไต้หวัน เข้าพบประธานาธิบดี หลี่ เติงฮุย ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดที่ประธานฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ เดินทางเยือนไต้หวัน ก่อนการเยือนของ “แนนซี เพโลซี” 

ต่อมาเดือนเม.ย.ปี 2001 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ระบุว่า สหรัฐฯ มีข้อผูกมัดที่ต้องปกป้องไต้หวันหากถูกจีนรุกราน และจีนต้องเข้าใจว่าสหรัฐฯ จะทำทุกทางเพื่อช่วยไต้หวันป้องกันตนเอง 

เดือนก.ค. ปี 2002 “เฉิน ติ่งหนาน” รมว. ยุติธรรม เป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลไต้หวันคนแรกที่ได้รับเชิญจากทำเนียบขาวนับตั้งแต่ปี 1979 

เดือนส.ค. ปี 2013 คณะกรรมมาธิการส.ส. ด้านกิจการต่างประเทศของรัฐสภาสหรัฐฯ เสนอและผ่านกฎหมายนโยบายไต้หวันแห่งปี 2013 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยเงื่อนไขความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไต้หวัน 

เดือนเม.ย. ปี 2014 สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านกฎหมาย Taiwan Relations Act Affirmation and Naval Vessel Transfer Act of 2014 ซึ่งอำนวยความสะดวกการค้าเรือรบของสหรัฐฯ กับไต้หวัน 

เดือนธ.ค. ปี 2015 รัฐบาลสหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธมูลค่า 1,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่กองทัพไต้หวัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจีนไม่เห็นด้วยกับการค้าอาวุธ และเตือนว่า การค้าอาวุธนี้จะส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ 

เดือนมิ.ย.ปี 2018 สหรัฐฯ เปิดสถาบันอเมริกาในไต้หวัน ที่สร้างด้วยงบประมาณ 256 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำหน้าที่ในทางปฏิบัติเหมือนสถานทูต ขณะที่จีนระบุว่า การเปิดสถาบันดังกล่าวเป็นการละเมิดนโยบายจีนเดียว และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติความสัมพันธ์ต่างๆ กับไต้หวัน 

เดือนก.ย. ปี 2018 สหรัฐฯ อนุมัติการขายชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์อื่นๆ ให้กองทัพอากาศไต้หวัน มูลค่า 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ต่อมาเดือน ก.ค. ปี 2019 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อนุมัติการขายรถถัง ขีปนาวุธ และอุปกรณ์อื่น ๆ มูลค่าราว 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวัน 

เดือนพ.ค. ปี 2020 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อนุมัติการขายตอร์ปิโดมูลค่าราว 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวัน 

เมื่อไล่เรียงดูแล้ว การขายอาวุธล็อตล่าสุดให้แก่ไต้หวันของสหรัฐฯ จึงเป็นการเพิ่มระดับความตึงเครียดให้แก่ความสัมพันธ์บริเวณช่องแคบไต้หวันอย่างเลี่ยงไม่ได้จริงๆ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์