ไทยและกัมพูชาปะทะกันเป็นวันที่สามเมื่อวันเสาร์ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจากการสู้รบที่นองเลือดที่สุดในรอบหลายปีเพิ่มขึ้นเป็น 33 ราย ขณะที่พนมเปญเรียกร้องให้มี "การหยุดยิงทันที"
กระทรวงกลาโหมกัมพูชายืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 13 ราย ประกอบด้วยพลเรือน 8 ราย และทหาร 5 นาย พร้อมผู้บาดเจ็บ 71 คน ส่วนกองทัพไทยรายงานว่ามีทหารเสียชีวิตเพิ่มอีก 5 นาย รวมเป็น 20 ราย แบ่งเป็นพลเรือน 14 ราย และทหาร 6 นาย
ผลกระทบต่อประชาชน
การสู้รบครั้งนี้ทำให้ประชาชนไทยกว่า 138,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ชายแดน ขณะที่กัมพูชามีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 35,000 คน นับเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าการปะทะครั้งก่อนระหว่างปี 2551-2554 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 28 ราย
ความพยายามในการเจรจา
หลังการประชุมปิดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่นิวยอร์ก เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำสหประชาชาติ เชีย เกโอ กล่าวว่าประเทศของเขาต้องการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข และเรียกร้องให้แก้ปัญหาข้อพิพาทอย่างสันติ
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทย นิกรเดช บาลเลนกุระ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า กรุงเทพฯ พร้อมที่จะเจรจา โดยอาจมีมาเลเซียเป็นผู้ช่วยเหลือในการเจรจา แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกัมพูชา
ข้อพิพาทชายแดนระหว่างสองประเทศมีมายาวนานตลอดแนวชายแดนร่วม 800 กิโลเมตร โดยมีหลายพื้นที่ที่ยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ แม้ศาลโลกจะมีคำตัดสินในปี 2556 แต่วิกฤตปัจจุบันเริ่มขึ้นใหม่ในเดือนพฤษภาคมเมื่อมีทหารกัมพูชาเสียชีวิตในการปะทะครั้งใหม่




